มรดกทางความคิดของ โธมัส ฮ็อบส์, จอห์น ล็อค, ชาลส์ มองเตสกิเออร์ และ จัง-จากส์ รุสโซ ที่ส่งผลต่อรูปแบบของรัฐบาลในปัจจุบัน

มรดกทางความคิดของ โธมัส ฮ็อบส์, จอห์น ล็อค, ชาลส์ มองเตสกิเออร์ และ จัง-จากส์ รุสโซ ที่ส่งผลต่อรูปแบบของรัฐบาลในปัจจุบัน [1]

ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 นักปรัชญาชาวยุโรปเริ่มถกเถียงและตั้งคำถามว่า “ใครกันที่ควรได้ปกครองแผ่นดิน” และผลจากความอ่อนแอของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช นักปราชญ์ของยุคเรืองปัญญาต่างเสนอแนะระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยแตกต่างกัน

ในปี 1649 สงครามกลางเมืองในประเทศอังกฤษปะทุขึ้นจากสาเหตุว่าใครควรได้อำนาจปกครองประเทศ รัฐสภาหรือพระเจ้าชาลร์สที่ 1 ซึ่งสงครามครั้งนี้ยุติลงด้วยความตายของพระเจ้าชาลร์สที่ 1 หลังจากพระองค์ถูกประหารชีวิตไม่นาน นักปรัชญาชาวอังกฤษ โธมัส ฮ็อบส์ (1588-1679) ก็เขียนหนังสือเรื่อง “ลีไวอะธัน (สัตว์ร้ายในตำนาน)” เพื่อปกป้องอำนาจอันสมบูรณ์ของกษัตริย์ ชื่อของหนังสือเล่มนี้อ้างถึง”ลีไวอะธัน” สัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายปลาวาฬในตำนานที่สามารถกินเรือได้ทั้งลำ ฮ็อบส์เปรียบตัว”ลีไวอะธัน”ว่าเป็นเสมือนรัฐบาลที่ใช้อำนาจรัฐในการบังคับบัญชา

ฮ็อบส์เริ่มต้นงานเขียน “ลีไวอะธัน” โดยอธิบายถึงสภาพของรัฐในสังคมธรรมชาติที่ซึ่งปัจเจกชนแต่ละคนเท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ ทุกคนมีอิสระที่จะทำในสิ่งที่ตนต้องการเพื่อเอาชีวิตรอดอันเป็นผลให้ทุกคนตกอยู่ในภาวะ “ความกลัวอย่างต่อเนื่องในอันตรายจากการตายโหง” ชีวิตของคนในช่วงเวลานั้นโดดเดี่ยว ยากจน เสี่ยงอันตราย มีชีวิตแสนสั้นเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน รัฐในสังคมธรรมชาติไม่มีกฎหมายหรือผู้จะบังคับใช้กฎหมาย ทางออกเดียวของสถานการณ์นี้ ฮ็อบส์กล่าวว่าปัจเจกชนเหล่านั้น ต้องสร้างอำนาจสูงสุดขึ้นเพื่อที่จะนำมาซึ่งความสงบสุข

แนวคิดนี้ฮ็อบส์ได้มาจากทฤษฎีการแสดงเจตนาโดยปริยายในกฎหมายลักษณะสัญญาของประเทศอังกฤษ ฮ็อบส์ยืนยันว่าประชาชนตกลงกันในหมู่ของพวกเขาเองที่จะละวางสิทธิตามธรรมชาติที่เท่าเทียมและอิสระ และมอบสิทธิอันเด็ดขาดให้แก่รัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งอาจเป็นบุคคลคนเดียวหรือคณะบุคคลก็ได้ รัฏฐาธิปัตย์จะได้บัญญัติและบังคับกฎหมายเพื่อรักษาความสงบในสังคม,ให้ซึ่งชีวิต,เสรีภาพ,และความสามารถในการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งฮ็อบส์เรียกข้อตกลงอันนี้ว่า “สัญญาประชาคม”

นอกจากนี้ฮ็อบส์ยังมีความเชื่อว่ารูปแบบของรัฐบาลที่นำโดยกษัตริย์เป็นรูปแบบที่ดีที่สุดของรัฏฐาธิปัตย์ ด้วยการมอบอำนาจทั้งหลายทั้งปวงไว้ในพระหัตถ์ของกษัตริย์ย่อมนำมาซึ่งการบริหารอำนาจรัฐได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ฮ็อบส์ยังคงเชื่ออีกว่าสัญญาประชาคมเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นระหว่างปัจเจกชนด้วยกันเองเท่านั้น หาใช่ระหว่างพวกเขากับรัฏฐาธิปัตย์ไม่ ในทันใดที่ประชาชนมอบอำนาจอันสัมบูรณ์แก่กษัตริย์แล้ว พวกเขาก็หามีสิทธิที่จะต่อต้านพระองค์ได้อีก

แต่กระนั้นในขณะที่วันเวลาของอำนาจอันสัมบูรณ์ขององค์กษัตริย์ดำเนินไป “ยุคเรืองปัญญาในยุโรป” ยุคใหม่ของความคิดอันบรรเจิดก็ปรากฏขึ้น เหล่านักคิดในยุคเรืองปัญญาต้องการปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์บนโลกด้วยกันแทนที่ความสำนึกของพวกเขาที่มีต่อศาสนาและชีวิตหลังความตาย นักคิดเหล่านี้ให้ความสำคัญแก่เหตุผล,วิทยาศาสตร์,ความคิดเห็นที่แตกต่างทางศาสนาและสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “สิทธิตามธรรมชาติ” (กล่าวโดยเฉพาะได้แก่สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน)

นักปรัชญายุคเรืองปัญญา อาทิ จอห์น ล็อค, ชาร์ลส มองเตสกิเออร์ และ จัง-จากส์ รุสโซ ทั้งหมดนี้ต่างได้พัฒนาทฤษฎีของรัฐบาลที่ซึ่งคณะหรือแม้กระทั่งสมาชิกทั้งหมดของสังคมเป็นผู้ปกครองรัฐ นักคิดดังกล่าวมานี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการปฏิวัติในฝรั่งเศสและอเมริกาและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

จอห์น ล็อค: ประชาธิปไตยบนความไม่เท่าเทียม

จอห์น ล็อค (1632-1704) เขาถือกำเนิดมาก่อนการเกิดขึ้นของสงครามการเมืองในประเทศอังกฤษไม่นานนัก ล็อคเรียนวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ดและเป็นศาสตราจารย์สอนอยู่ที่นั่นด้วย เขาอยู่เคียงกับข้างรัฐสภาโปรแตสแตนท์ในการต่อสู้กับกษัตริย์โรมันคาทอลิก พระเจ้าเจมส์ที่ 2 ในการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ในปี 1685 เหตุการณ์นี้บั่นทอนอำนาจของกษัตริย์และทำให้รัฐสภาเป็นองค์กรหลักในการปกครองประเทศอังกฤษโดยถาวรตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ในปี 1690 ล็อคตีพิมพ์หนังสือ “two treatises of government” โดยทั่วไปแล้ว เขาเห็นด้วยกับฮ็อบส์ในเรื่องความโหดร้ายของสังคมรัฐธรรมชาติที่ซึ่งต้องการสัญญาประชาคมเพื่อยังไว้ซึ่งสันติสุข แต่เขาไม่เห็นด้วยกับฮ็อบส์ในประเด็นหลักสองข้อ กล่าวคือ ข้อแรกล็อคยืนยันว่าสิทธิตามธรรมชาติอย่างเช่นสิทธิในชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สินนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วแม้ในสังคมรัฐธรรมชาติและเป็นสิ่งซึ่งไม่อาจพรากไปจากปัจเจกหรือเป็นสิ่งที่ซึ่งปัจเจกชนจะมอบให้แก่ผู้ใดได้ สิทธิทั้งหลายเหล่านี้มิอาจโอนแก่กันได้ (inalienable) (เป็นไปไม่ได้ที่จะสละแก่ผู้ใด) ข้อที่สอง ล็อคไม่เห็นด้วยกับฮ็อบส์ในเรื่องสัญญาประชาคม สำหรับเขาแล้วสัญญาประชาคมนั้นหาใช่เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างประชาชนด้วยกันไม่ แต่เป็นข้อตกลงระหว่างพวกเขากับรัฏฐาธิปัตย์ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กษัตริย์”

ผลสืบเนื่องจากความคิดของล็อค สิทธิตามธรรมชาติของปัจเจกชนจึงเป็นสิ่งจำกัดอำนาจขององค์กษัตริย์ พระองค์หาได้ทรงอำนาจอันสัมบูรณ์ดังเช่นที่ฮ็อบส์กล่าวไม่ แต่พระองค์ทรงใช้อำนาจเพียงเพื่อบังคับให้เป็นไปและพิทักษ์ไว้ซึ่งสิทธิตามธรรมชาติของพสกนิกรและหากว่ารัฏฐาธิปัตย์ละเมิดต่อสิทธิเหล่านี้สัญญาประชาคมย่อมยกเลิกไปและประชาชนก็ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะปฏิวัติและจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ได้ ไม่ถึงหนึ่งร้อยปีหลังจากล็อคประพันธ์งานเขียนชิ้นนี้ โธมัส เจฟเฟอร์สันนำทฤษฎีของเขาไปใช้ในการเขียน “คำประกาศอิสรภาพ” (Declaration of independence)ในการประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกาจากประเทศอังกฤษ

แม้ว่าล็อคจะประกาศยืนยันชัดแจ้งถึงเสรีภาพในการคิด การพูด และการนับถือศาสนา แต่เขาเชื่อว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นสิทธิตามธรรมชาติที่สำคัญที่สุด เขาประกาศว่าเจ้าของย่อมกระทำสิ่งใดก็ได้ที่เขาต้องการต่อทรัพย์สินของตนตราบที่ไม่เป็นการรบกวนสิทธิ์ของผู้อื่น ล็อคชื่นชมการปกครองโดยผู้แทนราษฎรอย่างเช่นรัฐสภาของอังกฤษซึ่งประกอบไปด้วย สภาขุนนางที่สืบทอดทางสายโลหิตและสภาสามัญที่ได้มาโดยการเลือกตั้ง แต่เขาต้องการให้ผู้แทนราษฎรประกอบไปด้วยกลุ่มเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองเฉพาะแต่ผู้ชายที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเท่านั้นจึงมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ ล็อคต่อต้านการยินยอมให้กลุ่มผู้ยากไร้เข้ามามีส่วนร่วมในรัฐบาลเพราะเขาเชื่อว่าคนเหล่านั้นไม่คู่ควร

ในส่วนอำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐนั้นล็อคกล่าวว่าต้องอยู่กับฝ่ายนิติบัญญัติผู้ทำหน้าที่ออกกฎหมาย เฉกเช่นรัฐสภาของประเทศอังกฤษ ฝ่ายบริหาร(นายกรัฐมนตรี)และศาลเป็นได้เพียงแค่สถาบันซึ่งถูกสร้างโดยและอยู่ใต้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น

มองเตสกิเออร์: ประชาธิปไตยแบบถ่วงดุลอำนาจ

ขณะที่ชาลส์ มองเตสกิเออร์ (1689-1755) กำเนิดนั้น ประเทศฝรั่งเศสถูกปกครองโดยกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราช (พระเจ้าหลุยส์ที่ 14) มองเตสกิเออร์ถือกำเนิดมาในครอบครัวขุนนางและได้รับการศึกษาทางด้านกฎหมาย เขาเดินทางซอกแซกไปทั่วทวีปยุโรปรวมถึงเกาะอังกฤษด้วย ที่ซึ่งเขาได้ศึกษาถึงระบบรัฐสภา ในปี 1722 เขาแต่งหนังสือถากถางการปกครองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และทฤษฎีของศาสนจักรโรมันคาทอลิก มองเตสกิเออร์ตีพิมพ์ผลงานอันยิ่งใหญ่ของเขา “วิญญาณแห่งกฎหมาย” (the spirit of law) ในปี 1748 แตกต่างจากฮ็อบส์และล็อค มองเตสกิเออร์เชื่อว่าในสังคมรัฐธรรมชาตินั้นปัจเจกชนต่างเต็มไปด้วยความกลัว พวกเขาต้องการที่จะหลีกหนีความรุนแรงและสงคราม ความต้องการอาหารต่างหากเล่าคือสิ่งซึ่งดลให้มนุษย์ที่ขลาดเขลาเข้ามาสมาคมกับผู้อื่นและแสวงหาทางรอดอยู่ในสังคม และในทันทีทันใดที่มนุษย์เข้าสู่สังคมรัฐแล้วเขาก็สูญเสียซึ่งสำนึกแห่งความกลัว ความเท่าเทียมกันสิ้นสุดลง และเกิดการเริ่มต้นซึ่งรัฐแห่งสงคราม

มองเตสกิเออร์ไม่ได้อธิบายถึงสัญญาประชาคมเช่นเดียวกับฮ็อบส์และล็อค หากแต่เขากล่าวว่ารัฐแห่งสงครามความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนด้วยกันและรัฐนำมาซึ่งกฎหมายของมนุษย์และรัฐบาล มองเตสกิเออร์เขียนว่าจุดประสงค์หลักของรัฐบาลคือรักษาไว้ซึ่งกฎหมายและออกคำสั่งเพื่อสนับสนุนเสรีภาพทางการเมืองและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของปัจเจกชน มองเตสกิเออร์ต่อต้านระบบสมบูรณาญาสิทธิราชในบ้านเกิดของเขาและชื่นชมระบอบการปกครองของอังกฤษว่าเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามมองเตสกิเออร์สำคัญผิดไปในเรื่องการอำนาจรัฐของประเทศอังกฤษ เมื่อเขาเขียนหนังสือวิญญาณแห่งกฎหมาย อำนาจรัฐค่อนข้างหนักไปทางอยู่กับรัฐสภาซึ่งมีหน้าที่นิติบัญญัติ ซึ่งมองเตสกิเออร์คิดไปว่าเขาพบการแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลอังกฤษแล้ว

มองเตสกิเออร์มองกษัตริย์อังกฤษว่าเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารและถูกถ่วงดุลโดยรัฐสภาซึ่งทำหน้าที่นิติบัญญัติและอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีถูกแยกออกต่างหากเพื่อตรวจสอบและป้องกันแต่ละองค์กรไม่ให้มีอำนาจมากเกินไป เขาเชื่อว่าการรวมไว้ซึ่งอำนาจเหล่านี้ อย่างเช่น ระบอบการปกครองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จะนำไปสู่ระบบเผด็จการในที่สุด แม้ว่าทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจของมองเตสกิเออร์จะไม่ได้ถูกต้องตรงกับการปกครองที่แท้จริงของประเทศอังกฤษตามที่เขาเข้าใจนัก ต่อมาในภายหลังประเทศอเมริกาก็ใช้ทฤษฎีดังกล่าวเป็นหลักในการสถาปนารัฐธรรมนูญของตน

รุสโซ ประชาธิปไตยแบบสุดโต่ง

จัง-จากส์ รุสโซ (1712-1778) เขาเกิดในเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ สถานที่ซึ่งพลเมืองชายที่เป็นผู้ใหญ่แล้วสามารถลงคะแนนเสียงเลือกผู้แทนมาบริหารบ้านเมืองได้ รุสโซออกเดินทางไปทั่วทั้งในฝรั่งเศสและอิตาลีเพื่อการศึกษาหาความรู้

ในปี 1751 เขาได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันประกวดเรียงความ มุมมองใหม่ของเขาที่ว่า มนุษย์นั้นเป็นคนดีโดยธรรมชาติแต่ถูกบิดเบือนโดยสังคมนั้นทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังในแหล่งสมาคมของชาวฝรั่งเศส ที่ซึ่งศิลปิน นักวิทยาศาสตร์และนักเขียนต่างถกเถียงแนวความคิดอันแปลกใหม่นี้ ไม่กี่ปีต่อมาเขาได้ตีพิมพ์เรียงความอีกชิ้นหนึ่งที่ซึ่งเขาอธิบายถึงการดำรงชีวิตในสังคมรัฐธรรมชาติว่าเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์มีอิสระเท่าเทียม มีสันติและเปี่ยมสุข แต่เมื่อผู้คนเริ่มอ้างกรรมสิทธิ์ของตนเหนือทรัพย์สิน ก็บังเกิดความไม่เท่าเทียม การฆาตกรรมและสงครามขึ้น

ตามทฤษฎีของรุสโซ คนรวยต่างฉกฉวยเอาที่ดินซึ่งเป็นของส่วนรวมและฉ้อฉลชนชั้นสามัญให้ยอมรับพวกเขาในฐานะผู้ปกครอง รุสโซเชื่อว่าสัญญาประชาคมไม่ใช่ข้อตกลงซึ่งเกิดขึ้นจากวัตถุประสงค์เช่นที่ฮ็อบส์, ล็อค และมองเตสกิเออร์คิด หากแต่เกิดขึ้นโดยกลฉ้อฉลของคนรวยที่มีต่อประชาชนโดยส่วนรวม

ในปี 1762 รุสโซได้ตีพิมพ์ผลงานทฤษฎีการเมืองชิ้นสำคัญที่สุดของเขา “สัญญาประชาคม” ข้อความแรกของหนังสือยังคงดังกึกก้องอยู่จนทุกวันนี้ “มนุษย์นั้นเกิดมามีเสรีแต่เขาถูกพันธนาการอยุ่ทุกหนแห่ง” รุสโซเห็นด้วยกับล็อคในข้อที่ว่ามนุษย์ไม่สามารถมอบซึ่งสิทธิ์ตามธรรมชาติของเขาให้แก่กษัตริย์ได้

ในเรื่องปัญหาในสังคมรัฐธรรมชาตินั้น ได้แก่การค้นหาหนทางที่จะพิทักษ์รักษาซึ่งชีวิต เสรีภาพและทรัพย์สินของทุกคนไว้ในขณะที่ทุกคนยังคงมีเสรี วิธีแก้ปัญหาของรุสโซก็คือ ประชาชนเข้าร่วมเป็นสัญญาประชาคม พวกเขาจะสละซึ่งสิทธิแต่มิใช่เพื่อมอบให้แก่บุคคลใดคนหนึ่ง (เช่นกษัตริย์) แต่เป็นการสละให้แก่สังคมโดยส่วนรวม รุสโซจึงขนานนามประชาชนว่า “รัฏฐาธิปัตย์” (ซึ่งคำเดียวกันนี้ฮ็อบส์ใช้เรียกกษัตริย์) จากนั้นประชาชนก็บริหารเจตจำนงค์ร่วมของพวกเขาโดยการสถาปนากฎหมายขึ้นเพื่ออำนวยซึ่งสาธารณะประโยชน์ทั้งหลาย รุสโซยืนยันว่าเจตน์จำนงร่วมของประชาชนนั้นไม่สามารถกำหนดได้โดยตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง เขามีความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยโดยตรง ที่ซึ่งทุกคนลงคะแนนเสียงเพื่อแสดงออกซึ่งเจตน์จำนงร่วมและเพื่อการบัญญัติกฎหมาย รุสโซมีความคิดในระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมสำหรับสังคมเล็กๆของนครรัฐ (city-stage) เช่น เมืองเจนีวา บ้านเกิดของเขา

ในระบอบประชาธิปไตยตามความคิดของรุสโซนั้น ใครก็ตามที่ฝ่าฝืนต่อเจตน์จำนงร่วมของประชาชนต้องถูกบังคับให้เป็นอิสระจากรัฐ เขาเชื่อว่าประชาชนจะต้องเชื่อฟังและถูกบังคับตามกฎหมายตราบเท่าที่เขายังเป็นประชากรของรัฐเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รุสโซเรียกว่า รัฐพลเรือน (civil-stage) ที่ซึ่งความปลอดภัย ความยุติธรรม เสรีภาพและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถูกพิทักษ์ไว้สำหรับประชาชนทั้งมวล

นอกจากนี้อำนาจรัฐทั้งหลายนั้นจะต้องมีอยู่ในประชาชนและจะถูกใช้เพื่อขับเคลื่อนเจตน์จำนงร่วมของพวกเขา ตามทฤษฎีของรุสโซไม่สามารถมีการแบ่งแยกซึ่งอำนาจทั้งหลายเหล่านั้นได้ดังเช่นที่มองเตสกิเออร์กล่าว และเมื่อประชาชนทั้งหลายมาชุมนุมกันเจตน์จำนงของแต่ละคนเกี่ยวแก่กฎหมายนั้นจะได้รับการถกเถียงจนนำไปสู่การลงคะแนนเสียงข้างมากซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงเจตน์จำนงค์ร่วมในที่สุด ทฤษฎีเจตน์จำนงร่วมของรุสโซนี้เองต่อมาภายหลังถูกทำให้ปรากฏเป็นรูปธรรมในข้อความ “เรา ประชาชน …” ในตอนต้นของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา แต่กระนั้นความคิดของรุสโซก็ยังคงคลุมเครืออยู่ในประเด็นที่ว่า ระบอบประชาธิปไตยโดยตรงของเขาจะมีกลไกเช่นใดในการที่จะปฏิบัติได้จริง การมีรัฐบาลชนิดที่รับคำสั่งจากเจตน์จำนงค์ร่วมซึ่งก็จะต้องประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ที่ต้องรับคำสั่งจากประชาชนทั้งหมดโดยตรง

นอกจากนี้รุสโซยังเชื่อว่าศาสนานั้นเป็นตัวการแบ่งแยกและทำให้รัฐอ่อนแอลง เขากล่าวว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะอยู่อย่างสันติกับประชาชนที่คุณคิดว่าเขาเป็นคนเลว รุสโซชื่นชมใน “ศาสนาประชาชน” ซึ่งยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้าแต่ให้ความสำคัญในการเคารพต่อสัญญาประชาคมเป็นหลัก

ตัวรุสโซเองก็ระลึกเสมอว่าระบอบประชาธิปไตยในทัศนะของเขานั้นยากที่จะคงอยู่ได้ เขากล่าวเตือนไว้ว่า “เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนพูดว่าสังคมรัฐไม่ได้มีความสำคัญต่อพวกเขาแต่อย่างใดอีกต่อไปการล่มสลายของรัฐก็มาถึงเมื่อนั้น”

เชิงอรรถ

[1] แปลจากบทความเรื่อง “Hobbes, Locke, Montesquieu, and Rousseau on Government” ที่มา http://www.crf-usa.org/bill-of-rights-in-action/bria-20-2-c-hobbes-locke-montesquieu-and-rousseau-on-government.html

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *