สูญญากาศทางการเมือง, อนาธิปไตย : สังคมประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีรัฐบาลจริงๆหรือ?

“อนาธิปไตย” ถ้อยคำที่ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในแทบทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง เป็นเหตุให้ความหมายของอนาธิปไตยถูกเข้าใจไปต่างๆนานาตามแต่สภาวะการณ์ที่ถ้อยคำดังกล่าวถูกอ้างถึง เช่น การก่อจราจล การเกิดสงครามกลางเมือง หรือสภาวะซึ่งบ้านเมืองไร้ขื่อไร้แปไม่มีกฎหมายจะมาบังคับแก่ประชาชนในรัฐ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นที่มาของความหมายที่เราๆท่านๆคุ้นเคยที่สุดสำหรับ “อนาธิปไตย” และเป็นเหตุให้อนาธิปไตยเป็นถ้อยคำที่น่าหวาดกลัวที่สุดสำหรับนักนิยมประชาธิไตยหลายๆท่าน

อย่างไรก็ตามอนาธิปไตยก็หาได้เป็นผู้ร้ายที่บ่อนทำลายรัฐหรือสังคมประชาธิปไตยอย่างที่เราเคยเข้าใจแต่ก่อนมาด้วยความหมายโดยแท้จริงของอนาธิปไตยหมายถึง “สภาวะที่ปราศจากรัฐบาลที่ทำหน้าที่ศูนย์กลางในการบริหารประเทศ” ซึ่งเป็นสภาวะที่ห่างไกลจากภาวะบ้านเมืองไร้ขื่อไร้แปอย่างที่เราเคยเข้าใจ ในทางตรงข้ามสภาวะที่บ้านเมืองไร้ขื่อไร้แปปราศจากกฎหมายจะบังคับใช้แก่ประชาชนในรัฐนั้นกลับไม่ใช่สภาวะที่เรียกว่า “อนาธิปไตย” หากแต่เป็นสภาวะที่สังคมมนุษย์ได้สูญสลายไปแล้วและมนุษย์กลับสู่สถานะสมาชิกแห่ง “รัฐธรรมชาติ” ซึ่งเป็นสภาพที่มนุษย์มีความเป็นอยู่โดดเดี่ยวและเสี่ยงอันตรายเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน สถานะของมนุษย์ในรัฐธรรมชาติเป็นสถานะซึ่ง โธมัส ฮอบบส์ ให้ความเห็นว่าเป็น “ความกลัวอย่างต่อเนื่องในอัตรายจากการตายโหง”

เมื่อเราย้อนกลับมาพูดถึงอนาธิปไตยในความหมายที่แท้จริง โดยแยกสภาวะอนาธิปไตยออกจากสภาวะบ้านเมืองไร้ขื่อแปซึ่งมีผลเป็นการล่มสลายของสังคมมนุษย์อย่างเด็ดขาด เราจะพบว่าแท้จริงแล้วสภาวะอนาธิปไตย เป็นเพียงสภาวะหนึ่งที่นอกจากจะไม่กระทบต่อปรัชญาในระบอบประชาธิปไตยแล้ว อนาธิปไตยยังอาจแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมประชาธิปไตยอันเป็นผลจากรัฐบาลที่มีลักษณะรวมศูนย์อีกด้วย

เมื่อกล่าวมาถึงจุดนี้หลายท่านอาจสงสัยขึ้นมาว่า สภาวะอนาธิปไตยมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่ อนาธิปไตย ยังคงอยู่ในกรอบของสังคมมนุษย์ที่เป็นประชาธิปไตยอยู่ ด้วยอนาธิปไตยยังมีกฎหมาย เพียงแต่ขาดองค์กรอภิสิทธิที่รวมอำนาจบริหารไว้กับตนเองเท่านั้น หากจะหาคำตอบของคำถามเช่นว่านี้ที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหลายๆท่านต้องประสบกับภาวะอนาธิปไตยอยู่ในทุกๆวัน ตัวอย่างเช่น

มนูเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง วันหนึ่งพนักงานรักษาความปลอดภัยพบว่ามีรถของผู้มาติดต่อกับบริษัทที่ตั้งอยู่ในอาคารเดียวกันนั้นถอยชนรถยนต์ที่มนูจอดไว้ริมถนนหน้าอาคารและกำลังจะหลบหนี พนักงานรักษาความปลอดภัยจึงเดินไปที่รถและเชิญเจ้าของรถคันเกิดเหตุมานั่งรอบริเวณส่วนอำนวยการของอาคารและแจ้งให้มนูลงมาตรวจสอบความเสียหาของรถ มนูกับคู่กรณีอีกฝ่ายตกลงค่าเสียหายกันได้โดยฝ่ายที่ถอยรถชนยอมจ่ายค่าเสียหายให้มนูจำนวน 3,000 บาท

จากเรื่องราวของมนูท่านอาจสังเกตได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัยในเรื่องนี้ก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่าใดนัก และหากไม่ได้พนักงานรักษาความปลอดภัยคนดังกล่าวรถคันที่ชนก็อาจจะหลบหนีไปแล้วก็ได้ ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆตัวอย่างหนึ่งในความสามารถของสังคมมนุษย์ที่สามารถอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด

แต่อย่างไรก็ตามสังคมไทยมีลักษณะของการเสพติดความมีอยู่ของรัฐบาลซึ่งส่งผลให้สภาวะไร้รัฐบาลดูเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัว ซึ่งลักษณะดังกล่าวนอกจากจะเป็นผลจากการปลูกฝังแนวคิดเกี่ยวกับความสำคัญของรัฐบาลแล้วยังเป็นผลจากการที่รัฐบาลถูกนำไปยึดโยงกับการออกกฎหมาย ที่แม้ว่าอำนาจในการออกกฎหมายจะเป็นของรัฐสภาก็ตาม แต่กฎหมายที่ออกบังคับใช้ล้วนมีที่มาจากหน่วยงานราชการหรือรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหารแทบทั้งสิ้น และกฎหมายซึ่งถูกผลักดันโดยรัฐบาลดังกล่าวก็ล้วนแต่เป็นกฎหมายซึ่งออกขึ้นเพื่อให้ความสะดวกแก่การทำงานของรัฐบาลเอง น้อยเหลือเกินที่กฎหมายต่างๆดังกล่าวจะเป็นกฎหมายที่มีลักษณะเอื้อสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนหรือมีลักษณะจำกัดและควบคุมการใช้อำนาจของรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่รัฐอย่างแท้จริง นอกจากนี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังเป็นผลกระทบโดยตรงจากกฎหมายซึ่งผลักดันโดยรัฐบาลในลักษณะของการรับรองความชอบธรรมของกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อันเป็นเหตุให้กลุ่มผลประโยชน์อื่นๆที่เคยอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบภายใต้การนำของกฎหมายและจารีตประเพณีดั้งเดิมต้องกลับกลายเป็นคนชายขอบขึ้นในทันที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของกฎหมายจำพวกนี้ได้แก่ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พ.ศ.2488 และพระราชบัญญัติใช้ใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล พ.ศ.2489 ซึ่งเป็นผลของความพยายามของรัฐบาลในการแทรกแทรงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวมลายูมุสลิมในบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยในรูปแบบการผนวกวิถีชีวิตชาวมลายูมุสลิมเข้ากับรัฐชาติไทย และส่งผลให้กลุ่มผลประโยชน์ทางศาสนาที่เคยมีบทบาทความสำคัญในอดีตต้องถูกลดทอนความสำคัญลงภายหลังจากการเกิดขึ้นของกลุ่มผลประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาแทนที่และผลักสถานะ “เถื่อน” ให้แก่ฝ่ายที่มิได้รับการรับรองตามกฎหมายไป อันเป็นตัวอย่างประการหนึ่งของความล้มเหลวของรัฐบาลในอดีต ที่แม้ห้วงเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานก็ยังส่งปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยจนกระทั่งทุกวันนี้

บทสรุป
อนาธิปไตย มีความแตกต่างจากสภาวะความแตกสลายของสังคมมนุษย์ การที่เราจะสามารถทำความเข้าใจถึงสภาวะอนาธิปไตยได้นั้น จำเป็นที่จะต้องถอดแนวคิดเดิมๆเกี่ยวกับรัฐบาลที่ได้รับการปลูกฝังในจิตใจออกไปเสียก่อน ประกอบกับการพิจารณาบริบทของสังคมที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบันและบริบทเชิงประวัติศาสตร์ของสังคมไทย คำถามที่สำคัญคือ สังคมจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาอาศัยเจ้าหน้าที่รัฐอย่างขาดเสียมิได้กระนั้นหรือ ถ้าไม่แล้ว รัฐบาลมีความจำเป็นต่อสังคมจริงๆหรือ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *