รัฏฐาธิปัตย์คือใคร และคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์จะขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

คำถามแรกอันจะนำไปสู่คำถามอื่นๆในบทความนี้ รัฏฐาธิปัตย์คือใคร ?

คำว่ารัฏฐาธิปัตย์ (sovereign) ความหมายโดยตรงแปลว่า พระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดิน จากฐานะที่เป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์นั้นต้องมีลักษณะสัมบูรณ์ (absolute) มีอำนาจนั้นอยู่ในตนเอง รัฏฐาธิปัตย์จะทำการสิ่งใดไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมหรืออาศัยอ้างอิงว่าได้รับมอบอำนาจมาจากผู้ใดอีก ความสัมบูรณ์ของอำนาจนี้ส่งผลให้รัฏฐาธิปัตย์ออกคำสั่งใดๆเพื่อบังคับใช้แก่ไพร่ฟ้าในอาณาจักรของตนในโอกาสใดและเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ย่อมได้เป็นธรรมดา และโดยการที่รัฏฐาธิปัตย์มีอำนาจสูงที่สุดและสัมบูรณ์นี้เองหากผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งเช่นว่าของรัฏฐาธิปัตย์แล้วต้องได้รับการลงโทษ เพราะอำนาจในการลงโทษก็เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอันสูงสุดและสัมบูรณ์ของรัฏฐาธิปัตย์เช่นเดียวกัน เหตุทั้งสองนี้ส่งผลให้คำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ไม่ว่าจะมีชื่อเรียงเสียงไรมีผลเป็น”กฎหมาย”

ในประเทศไทยใครบ้างที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นอยากจะเรียนให้ทราบก่อนเบื้องต้นถึงคำว่ารัฏฐาธิปัตย์ที่ในสังคมไทยในปัจจุบันถูกนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ โดยนำไปปะปนกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งความเป็นจริงแล้วก็เป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันแต่ในสิ่งที่คล้ายคลึงกันนั้นมีความแตกต่าง และความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ “ความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย” รัฏฐาธิปัตย์ต่างจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ รัฐฏาธิปัตย์เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ผลของเหตุอันสำคัญนี้ทำให้รัฏฐาธิปัตย์ไม่ต้องตกอยู่ในบังคับของคำสั่งของตนเอง

ตัวอย่างของเรื่องความเป็นเจ้าของอำนาจอันมีลักษณะสูงสุดและสัมบูรณ์นี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ครั้งหนึ่งพระเจ้าอชาติศัตรูทรงทราบข่าวที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงปาฏิหารตามคำท้าของเหล่าเดียรถีย์  พระองค์จึงรีบเสด็จไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทุลทัดทานว่า “พระองค์ทรงเป็นบรมครูเคยมีสิกขาบทห้ามภิกษุสงฆ์มิให้กระทำหรือแสดงปาฏิหารย์แต่แล้วพระองค์กลับจะมากระทำเสียเองนั้นสมควรแล้วหรือ” ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถามพระเจ้าอชาติศัตรูกลับไปว่า “มหาบพิตรได้มีคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดมาเก็บผลไม้ในพระราชอุทยานของมหาบพิตรไปบริโภคมิใช่หรือ หากมีผู้ฝ่าฝืนจะเป็นเช่นใด” พระเจ้าอชาติศัตรูทูลตอบว่า “บุคคลใดฝ่าฝืนคำสั่งของโยมก็ต้องได้รับพระราชอาญา” สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถามพระเจ้าอชาติศัตรูกลับไปอีกว่า “ถ้าเช่นนั้นเมื่อมหาบพิตรเสวยผลไม้เหล่านั้นก็สมควรต้องพระราชอาญาสิ” พระเจ้าอชาติศัตรูทูลตอบว่า “โยมเก็บมาบริโภคได้ไม่เป็นโทษเพราะเป็นเจ้าของ” สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสต่อไปว่า “มหาบพิตรอย่าว่าแต่ในพระราชอุทยานเลย ตลอดอาณาจักรขององค์มหาบพิตรนั้นจะทรงประสงค์ไม้ผลในป่าพนาใดก็ย่อมได้หามีราชทัณฑ์ใดๆไม่ ฉันใดก็เหมือนด้วยอาตมาอันมีพุทธอาณาเขตแผ่ไปทั่วแสนโกฏิจักรวาล อันว่าโทษที่ล่วงสิกขาบทอันตถาคตบัญญัติเองมิได้มี ย่อมมีโทษแต่บุคคลผู้อื่นก็อุปไมยดังนั้น”

แต่เนื่องจากผลของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของไทย แม้ว่าอำนาจอธิปไตยจะได้รับการรับรองว่าเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ความหมายของรัฏฐาธิปัตย์ก็ถูกใช้กันอย่างสับสนอลม่านเพราะประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย หากแต่เป็นองค์พระมหากษัตริย์และพระองค์ก็ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญอีกต่อหนึ่ง ทำให้เกิดความสับสนขึ้นได้ง่ายในเมื่อผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ผู้ซึ่งทรงใช้อำนาจนั้น และองค์กรที่กระทำให้อำนาจอธิปไตยเห็นเป็นรูปธรรม เป็นคนละคนกัน

ปัญหาความสับสนนี้ อาจจะกล่าวได้ว่าถูกทำนายไว้โดยนักปรัชญาคนสำคัญของโลก จัง จ๊ากส์ รุซโซ เจ้าของงานเขียนสัญญาประชาคม รุซโซ่ กล่าวในงานเขียนชิ้นนี้ของเขาถึงความหมายของรัฏฐาธิปัตย์ว่า เมื่อใดที่คนเรามารวมเป็นสังคมประชาชนย่อมมีสองฐานะในตัวเอง ฐานะหนึ่งคือสมาชิกคนหนึ่งของรัฏฐาธิปัตย์ อีกฐานะหนึ่งคือสมาชิกคนหนึ่งของรัฐ  รัฐและรัฏฐาธิปัตย์คืออะไรและแตกต่างกันอย่างไร  รุซโซ กล่าวว่าทั้งสองคือสิ่งเดียวกันเพียงแต่ประชาชนทั้งมวลเมื่ออยู่ในฐานะถูกกระทำเรียกว่า “รัฐ” และเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” เมื่อเป็นฝ่ายกระทำ และเมื่อใดมีการกล่าวถึงรัฏฐาธิปัตย์นั่นย่อมหมายถึงประชาชนในสังคมโดยส่วนรวมไม่ใช่เพียงคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  โดยอำนาจในการออกกฎหมายนั้น รุซโซ มองว่าเป็นสิทธิโดยธรรมของรัฏฐาธิปัตย์ รัฐบาลหรือข้ารัฐการก็ดีย่อมเป็นได้เพียงผู้กระทำตามกฎหมายของรัฏฐาธิปัตย์เท่านั้น เพราะเมื่อใดที่ผู้กระทำตามกฎหมายมีอำนาจออกกฎหมายเสียเองแล้ว กฎหมายและการกระทำตามกฎหมายนั้นก็จะปะปนไปจนไม่มีใครบอกได้ว่าอะไรคือกฎหมายและอะไรไม่ใช่อันจะนำไปสู่ความรุนแรงที่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของการเข้ามารวมกันเป็นสังคมในที่สุด

ในประเทศไทยของเรานอกจากประชาชนตามทฤษฎีของ รุซโซ ดังกล่าวแล้วจะพอมีใครอีกบ้างที่เรียกได้ว่าเป็น”รัฏฐาธิปัตย์” ในข้อนี้หากได้พิจารณาจากคุณสมบัติของรัฏฐาธิปัตย์ที่ต้องเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยแล้ว รัฏฐาธิปัตย์ย่อมหมายถึง พระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชและคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารที่เรียกชื่ออื่นซึ่งยึดอำนาจปกครองบ้านเมืองได้เป็นผลสำเร็จ โดยลำดับแรกเป็นบุคคลพระองค์เดียวมีอำนาจสูงสุดในพระองค์เอง ลำดับถัดมาเป็นคณะบุคคลและเช่นเดียวกันคือมีอำนาจสูงสุดในตัวคณะบุคคลนั้น คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธพระราชอำนาจและอำนาจในการปกครองบ้านเมืองขององค์กรทั้งสองนี้ ถ้าเช่นนั้นคำสั่งของพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชและคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารที่เรียกชื่ออื่นนั้นมีผลเป็นกฎหมายหรือ คำตอบคือใช่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2372/2535

ที่ดินพิพาทมีพระบรมราชโองการแสดงถึงพระราชประสงค์ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชทานที่ดินแก่เจ้ามรดกเพื่อใช้เป็นที่ทำฮวงซุ้ยฝังศพบุคคลใน ตระกูล ตลอดไปไม่พึงประสงค์ให้บุคคลภายนอกละเมิดสิทธิ เมื่อเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกที่พิพาทให้ผู้สืบตระกูล ต่างมีสิทธิร่วมกันในที่ดินมิให้โอนขายจำหน่ายสิทธิ ทั้งระบุให้ผู้สืบตระกูล มีหน้าที่ปฏิบัติตามพินัยกรรมนั้น หากทำตามความประสงค์ไม่ได้ ก็มีทางแก้ไขเฉพาะวิธีการทำฎีกาทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม้ข้อความในพินัยกรรมดังกล่าวจะมีลักษณะคล้ายเป็นการก่อตั้งทรัสต์ แต่เมื่อได้กระทำก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้บังคับเมื่อ พ.ศ. 2468ก็นับว่าพินัยกรรมส่วนนี้สมบูรณ์ใช้ได้ไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1686 พระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย่อม มีผลเป็นกฎหมาย เมื่อมิได้มีพระบรมราชโองการของพระองค์ท่านเองหรืออำนาจเด็ดขาดอื่นใดยกเลิก เพิกถอนโดยเฉพาะแล้วพระบรมราชโองการนั้นย่อมมีผลอยู่ ฉะนั้น การที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการรับรองความ ถูกต้องของพินัยกรรมให้ที่ดินพิพาทเป็นที่ฝังศพของบุคคลในตระกูลเจ้ามรดก เป็นการถาวรดังความในพินัยกรรม ทั้งทรงห้ามบุคคลใดฟ้องร้องเพื่อบังคับเอาที่ดินพิพาทไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หากมีการฟ้องร้องดังกล่าวก็ห้ามมิให้ผู้พิพากษารับฟ้องรับวินิจฉัยคดีให้ผิด ไปจากพินัยกรรมนั้น ย่อมมีผลรวมถึงการห้ามมิให้ฟ้องร้องเอาที่ดินพิพาทโดยอ้างการครอบครอง ปรปักษ์ด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วอาจเป็นช่องทางให้ทายาท หรือผู้จัดการมรดกหลีกเลี่ยงข้อความในพินัยกรรมและขัดต่อพระราชประสงค์ โดยวิธีปล่อยให้ผู้รับโอนที่ดินพิพาทครอบครองปรปักษ์ และใช้ที่ดินพิพาทไปแสวงประโยชน์อย่างอื่นนอกจากใช้เป็นที่ฝังศพของตระกูล เป็นการทำให้วัตถุประสงค์ในพินัยกรรมไร้ผลเมื่อเป็นเช่นนี้ จำเลยจึงไม่อาจยกเอาอายุความครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่ง เป็นผู้จัดการมรดกได้.

คำพิพากษาฎีกาที่ 2745/2554

การที่ ว. และ ป. จัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อย มีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไปและมีการทำทางออกสู่ถนนสาธารณะคือทางพิพาท อันเป็นการจัดให้มีสาธารณูปโภค ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ของการจัดสรรที่ดินตามข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และโดยผลของประกาศของคณะปฏิวัติดัง กล่าวในข้อ 30 วรรคหนึ่ง ทำให้ทางพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งรวมทั้งที่ดินของโจทก์ทั้งหก และเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษา กิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ดังนี้ ผู้จัดสรรคือ ว. และ ป. หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คือจำเลยทั้งสามย่อมอยู่ในบังคับของบทกฎหมายดังกล่าวทั้งนี้ไม่ว่าบุคคลดังกล่าวจะได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินหรือไม่ก็ตาม เมื่อทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมโดยผลแห่งกฎหมายเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องคำนึงถึงว่าโจทก์ทั้งหกได้ใช้ทางพิพาทจนตกเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอัน เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ทั้งหกจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

คำถามต่อมา คำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์จะขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ?

รัฐธรรมนูญคืออะไร แน่นอนว่าต้องไม่ใช่เพียงกระดาษที่เลอะหมึก หากพิจารณาถึงที่มาตามประวัติศาสตร์แล้ว จะพบว่ารัฐธรรมนูญเกิดมีขึ้นมาในโลกโดยวัตถุประสงค์เดียวเท่านั้นคือเพื่อจำกัดอำนาจของผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองบ้านเมืองหรือรัฏฐาธิปัตย์ ไม่ให้ใช้อำนาจออกกฎหมายไปในทางที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเนื้อหาของรัฐธรรมนูญทำนองนี้สามารถพบในกฎหมายรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญฉบับแรกๆและฉบับสำคัญของโลกทุกฉบับ (แต่พบได้น้อยมากในรัฐธรรมนูญของไทย) อาทิ  Macna Cartar 1215, Bill of Right 1689, รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา (รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาในยุคเริ่มแรกนั้นได้รับการวิพากษ์วิจารจากนักวิชาการหลายท่านว่ายังไม่อาจถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่เนื่องจากไม่ได้รับรองสิทธิเสรีภาพของทาสผิวดำด้วย)

ผลจากการที่รัฐธรรมนูญมีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดอำนาจในการออกกฎหมายของรัฏฐาธิปัตย์นี่เอง ทำให้รัฐธรรมนูญมีสภาวะ”สูงสุด”ในตัวเองโดยไม่ต้องมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ และกล่าวได้ว่าสภาวะ”สูงสุด”ของรัฐธรรมนูญนั้นอยู่เหนือกฎหมายทั้งปวงที่มีผลบังคับใช้ ไม่ว่ากฎหมายนั้นจะมีที่มาเดียวกันกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ และไม่ว่ากฎหมายนั้นจะได้ออกใช้บังคับก่อนหรือหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญก็ตาม

คำสั่งศาลฎีกาที่ 1131/2536 (ประชุมใหญ่)

คดีตามประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ข้อ 6 ศาลแพ่งไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดด้วยตนเอง นอกจากทำความเห็นไปยัง ศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย และประกาศดังกล่าวได้บัญญัติให้นำ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อ กฎหมายและศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเช่นนั้นได้ ปัญหาที่ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 หรือไม่ซึ่งเกิดขึ้นในการพิจารณาคดีของศาล มิใช่ปัญหาเกิดขึ้นในวงงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือคณะรัฐมนตรีขอให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติวินิจฉัยตามมาตรา 30 วรรคสองและมิใช่เป็นการกระทำหรือปฏิบัติตามที่บัญญัติในมาตรา 31แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534ทั้งมิใช่ปัญหาว่าบทบัญญัติของกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ. 2534มาตรา 5 และมาตรา 206 วรรคแรกเช่นเดียวกันอำนาจในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงตกอยู่แก่ ศาลตามหลักกฎหมายทั่วไป แม้ขณะที่ออกประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญการปกครองใช้บังคับแต่ระหว่าง ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับอยู่ได้มีประกาศ ใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534ประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534เมื่อประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ข้อ 2 และข้อ 6 มีผลเป็นการตั้งคณะบุคคลที่มิใช่ศาลให้มีอำนาจทำการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี เช่นเดียวกับศาล ทั้งออกและใช้กฎหมายที่มีโทษทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษบุคคล เป็นการขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 ข้อ 2 และข้อ 6 จึงขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534มาตรา 30 วรรคแรก ใช้บังคับมิได้ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534มาตรา 32 เป็นการรับรองโดยทั่วไปว่า ประกาศหรือคำสั่งของ รสช.มีผลให้ใช้บังคับได้เช่นกฎหมายเท่านั้นมิได้บัญญัติรับรองไปถึงว่าให้ ใช้บังคับได้แม้เนื้อหาตามประกาศหรือคำสั่งนั้นขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการ ปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 และเมื่อประกาศ รสช.ฉบับที่ 26ข้อ 2 ข้อ 6 ใช้บังคับไม่ได้ตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรมาตรา 30 แล้ว จึงมิใช่กฎหมายที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทยพ.ศ. 2534 จึงจะนำมาตรา 222 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาใช้ให้มีผลบังคับต่อไปมิได้

จะเห็นได้จากตัวอย่างคำสั่งศาลฎีกาข้างต้นว่า ประกาศ รสช. แม้ว่าจะมีผลเป็นกฎหมาย แต่ในระหว่างประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับอยู่นั้น คณะรสช.เองก็ได้ร่างธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ขึ้นทูลเกล้าถวายให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงประปรมาภิไธยและนำออกประกาศใช้ ดังนั้นประกาศของคณะรสช.เองจึงต้องตกอยู่ใต้หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญที่ตนเองแต่งขึ้นไปด้วยโดยปริยาย

 

 


Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>