นิติรัฐ: รัฐแห่งกฎหมาย !!??

นิติรัฐ (L’état de droit) ดูจะเป็นคำพูดที่คุ้นหูของคนในยุคนี้สมัยนี้ ส่วนหนึ่งคือได้รับการกล่าวอ้างอยู่ทั่วไปทั้งในแวดวงวิชาการ วงการเมืองทั้งระดับชาติระดับท้องถิ่น แม้กระทั่งในสภากาแฟ แต่ทว่าความหมายของศัพท์สั้นๆคำนี้สิมันคืออะไร “นิติรัฐ” และ “L’état de droit” หากแปลตามตัวอักษรแล้วก็คือ รัฐแห่งกฎหมาย พูดง่ายๆการบอกใครว่าประเทศไทยเป็น”นิติรัฐ”ก็คือเราจะบอกเขาว่่ารัฐนี้มีกฎหมายปกครองนะ ซึ่งก็เป็นการถูกแต่เพียงบางส่วนเล็กๆ เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะหากท่านผู้อ่านลองมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ของโลก เหตุโศกนาฏกรรมทั้งหลายในโลกนี้ เกิดขึ้นจากกฎหมายทั้งนั้น ตัวอย่างเช่น การสังหารหมู่ชาวยิวในเยอรมันนีและประเทศอื่นในยุโรประหว่างสงครามโลกครั้งที่2 ก็เป็นการปฏิบัติการตามกฎหมายของรัฐที่ตราขึ้นโดยถูกต้อง เพียงตัวอย่างนี้ก็อาจทำให้ผู้อ่านฉุกคิดว่า แล้วจริงๆ”นิติรัฐ”คืออะไรและควรมีลักษณะสำคัญเช่นใด
ไม่เป็นการผิด หากเราจะบอกว่า “นิติรัฐ” คือรัฐแห่งกฎหมาย เพราะตามรูปแบบของมันแล้วเป็นเช่นนั้น แต่สิ่งที่จะมาวัดกันให้เห็นว่าเป็น “นิติรัฐ” จริงๆหรือไม่อยู่ที่เนื้อหาของ “สิ่ง” ซึ่งจะนำมาพิจารณานั้นว่ามีความเป็น “นิติรัฐ” หรือไม่ สิ่งซึ่งเป็นเนื้อหาสาระสำคัญของหลัก “นิติรัฐ” คืออะไรนั้น แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถท่องจำองค์ประกอบของมันได้จนหมด เหมือนกับเราต้องการจะซื้อบ้านในฝันสักหลังเราคงไม่มานั่งท่องจำว่าบ้านประเภทนั้นจะต้องประกอบด้วยกระเบื้องจำนวนกี่แผ่น ปูนจำนวนกี่ถุง อิฐจำนวนกี่ก้อน แต่เราต้องดูที่หน้าตาของบ้านประกอบกับอรรถประโยชน์ใช้สอยของบ้านว่าถูกต้องตามความต้องการของเราหรือไม่ และเราไม่อาจรู้ได้เลยว่า “นิติรัฐ” หรือบ้านในฝันนั้นจะมีหน้าตาแบบใดถ้าเราไม่รู้ว่าจริงๆแล้วนั้นเราต้องการอะไร การที่เราตัดสินความเป็น”นิติรัฐ”เพียงเพราะว่ามันคือ”รัฐแห่งกฎหมาย”นั่นเป็นเพราะเราไม่รู้ว่าอรรถประโยชน์ที่ควรได้รับจาก”นิติรัฐ”คืออะไรนั่นเอง
คำว่า”นิติรัฐ” ถือกำเนิดขึ้นในยุคเรืองปัญญาของยุโรป (คริสต์ศตวรรษที่17-18) ยุคนี้นับเป็นยุคทองของนักปรัชญาในสำนักกฎหมายธรรมชาติ ความเชื่อในสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ถูกนำมาพรรณาในงานเขียนชิ้นสำคัญหลายชิ้น อันเป็นผลจากความบอบช้ำจากระบบศักดินาสวามิภักดิ์ในยุคกลางของยุโรป ความเชื่อที่ว่ามนุษย์เป็นเพียงทรัพย์สินของเจ้าของที่ดิน(landlord)เป็นอันพ้นสมัย และการใช้อำนาจของเจ้าผู้ปกครองนอกจากจะต้องอยู่ภายใต้หลักความเป็นธรรมบนพื้นฐานสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ ยังต้องสามารถถูกตรวจสอบโดยทางศาลได้ด้วยเพื่อเป็นหลักประกันถึงสิทธิเสรีภาพดังกล่าว ภายหลังการมาถึงของนักปรัชญาสำนักปฏิฐานนิยมในคริสต์ศตวรรษที่19 ความเป็นจริงและสารัตถะของความยุติธรรมถูกปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติไปเป็นความแน่นอนมั่นคงผ่านตัวอักษรในกฎหมาย ซึ่งส่งผลถึงหน้าตาของหลัก”นิติรัฐ”ในปัจจุบันที่เน้นรูปลักษณ์มากกว่าเนื้อหาของกฎหมายว่ามีศักยภาพในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนได้เพียงใด จวบจนกระทั่งผลร้ายของ”นิติรัฐ”(เชิงรูปแบบ)ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนต่อสายตาชาวโลกเมื่อพรรคนาซีเยอรมันใช้กฎหมายที่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติโดยถูกต้องเป็นเครื่องมือทำลายล้างชีวิตชาวยิวผู้บริสุทธิ์หลายล้านคน สารัตถะของกฎหมายในส่วนที่สามารถรักษาสิทธิเสรีภาพและการให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพของปัจเจกซึ่งในที่นี้คือ “ความเป็นธรรม” ซึ่งแสดงออกผ่าน หลักการแบ่งแยกอำนาจ หลักการไม่มีผลย้อนหลังของกฎหมาย หลักความพอสมควรแก่เหตุที่ผู้ใช้อำนาจจะกระทำการเพื่อให้บรรลุผลตามกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงวิธีการนั้นมิอาจกระทำได้ และการปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ตลอดจนตัวบทกฎหมายนั้นๆย่อมสามารถถูกตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย(ชั้นสูงกว่า)ได้โดยศาลทุกเมื่อ(หลักความชอบด้วยกฎหมาย) อันเป็นเนื้อหาที่แท้จริงของ”นิติรัฐ”จึงอาจจะเรียกว่าได้รับการ”สำเหนียก”จากชาวโลกนับแต่นั้นเป็นต้นมา

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>