11/12/12

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ครองอำนาจในสภาไรซ์สทักได้อย่างไรทั้งที่ไม่เคยชนะเลือกตั้งเลย ?

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ หากจะว่ากันไปตามเนื้อผ้าแล้ว ก็อาจจะกล่าวได้ว่าไม่มีสาระอื่นใดเลยนอกจากความรุนแรงและวาทะศิลป์ แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าเพียงสองอย่างนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ฮิตเลอร์ขึ้นเป็นที่หนึ่งในเยอรมันและนำมาซึ่งความหายนะของมนุษยชาติที่จารึกอยู่ในจิตใจชาวโลกจนปัจจุบัน

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตช่างทาสีบ้านและทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่ ๑  ตลอดชีวิตช่วงแรกของเต็มไปด้วยความพยายามที่จะรังสรรค์งานศิลป์ให้โลกเชยชม แต่ด้วยโชคชะตาอาภัพหรือฝีมือไม่เข้าขั้นก็ไม่อาจทราบได้ เขาจึงเป็นได้แค่ช่างทาสีบ้านและได้เข้าเป็นทหารรับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่ ๑  ต่อมาในปี ค.ศ.๑๙๑๙ ช่างทาสีบ้านอดีตทหารผ่านศึกคนนี้เข้าร่วมกับพรรคกรรมกรเยอรมันก่อนจะได้เป็นหัวหน้าพรรคนาซีใน ค.ศ. ๑๙๒๑  ฮิตเลอร์ถูกชักชวนจากนายพลเยรมันนอกราชการคนหนึ่งชื่อ เอริค ฟอน ลูเดนดอรฟ ให้ร่วมกันทำรัฐประหารเพื่อโค้นล้มรัฐบาลบาวาเรีย ในปี ค.ศ. ๑๙๒๓  แต่การปฏิวัติไม่ประสบผลสำเร็จทำให้ ฮิตเลอร์ ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา ๕ ปี [1]

ภายหลังจากฮิตเลอร์พ้นโทษในปี ค.ศ. ๑๙๒๔ เขาหวนสู่วงการเมืองอีกครั้ง  ความเชื่อของชาวเยอรมันที่ว่าประเทศของตนถูกนักการเมืองเชื้อสายยิวหักหลังในการทำสนธิสัญญาเเวร์ซายล์  ซึ่งเป็นปมด้อยของชาวเยอรมันจากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๑  ถูกฮิตเลอร์ขุดขึ้นมาชำแหละออกเป็นนโยบายทางการเมืองอันแสนแปลกประหลาดและรุนแรง  เมื่อประกอบเข้ากับวาทะศิลป์ของฮิตเลอร์ก็ประสบผลในการชักนำจิตใจของชาวเยอรมันอนุรักษ์นิยมบางส่วนให้คล้อยตามได้แต่ทว่ายังไม่เพียงพอที่จะให้เขาจัดตั้งรัฐบาล โดยในปี ค.ศ. ๑๙๒๘ พรรคนาซีได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งเพียง ๒.๘ % ของจำนวนที่นั่งในสภาไรซ์สทัก (ผลสืบเนื่องจากระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนของประเทศเยอรมันในสมัยรัฐธรรมนูญไวมาร์ ที่ ส.ส.จะมาจากรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอตามสัดส่วนของคะแนนเสียงที่ประชาชนทั้งประเทศลงคะแนนให้กับพรรค  ระบบการเลือกตั้งประเภทนี้มีข้อดีก็คือเราสามารถทราบสภาพสังคมเยอรมันผ่านความนิยมในพรรคการเมืองจากคะแนนเสียงแบบสัดส่วนได้ แต่ข้อเสียคือทำให้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยเต็มไปหมด ซึ่งพรรคนาซีเป็นหนึ่งในนั้น)

แต่โอกาสในการก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำสุงสุดของ ฮิตเลอร์ มาถึงในปี ค.ศ. ๑๙๒๙ ภายหลังเกิดวิกฤติทางการเงินขึ้นในตลาดหุ้นวอลสตรีท  ประเทศเยอรมันที่รายได้หลักมาจากอุตสาหกรรม โดยมีเงินหมุนเวียนจากการลงทุนของชาวอเมริกันอยู่เป็นจำนวนมากพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ในช่วงนี้สังคมเยอรมันประสบภาวะวิกฤตอย่างหนัก ด้วยค่าเงินที่ทรุดตัวทำให้เงินสดจำนวน ๕๐,๐๐๐ มาร์คไม่พอที่จะซื้ออาหารแม้แต่เพียงมื้อเดียว  ประกอบกับการเกิดขึ้นของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ผสมกับความกลัวที่ฝังอยู่ในจิิตใจส่วนลึกของชาวเยอรมันโดยเฉพาะนักการเมืองที่มีฐานอำนาจจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมว่าจะถูกโค่นล้มเช่นเดียวกับการปฏิวัติบอลเชวิค  ทำให้พรรคนาซีกลายสภาพมาเป็นพรรคทางเลือกของทั้งประชาชนและนักการเมืองด้วยกันเอง ด้วยประชาชนคาดหวังว่าพรรคนาซีจะสามารถบูรณะประเทศได้ดีกว่านักการเมืองพรรคอื่นตามวาทะกรรมของฮิตเลอร์ ส่วนพรรคการเมืองหัวอนุรักษ์มองว่านโยบายสุดโต่งและความรุนแรงของพรรคนาซีอาจเป็นเครื่องมือในกำจัดพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะพรรคคอมมิวนิสต์ได้ คะแนนเสียงของพรรคนาซีจึงพุ่งขึ้นเป็น ๑๘ %  ในการเลือกตั้งปี ค.ศ. ๑๙๓๐ จากสัดส่วนคะแนนเสียงของพรรคนาซีดังกล่าวทำให้เราเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชาชนชาวเยอรมันขวาตกขอบจาก ๒.๘ %  ขึ้นเป็น ๑๘ % ในเวลาเพียงสองปี และการที่พรรคการเมืองหัวรุนแรงและขาดผลงานเชิงสร้างสรรค์อย่างเช่นพรรคนาซีได้รับความนิยมจากประชาชนเยอรมันเพิ่มขึ้นมากขนาดนี้ทำให้ทราบถึงสภาพสังคมเยอรมันในขณะนั้นว่าอยู่ในขั้นวิกฤตเพียงใด

ต่อมาเยอรมันมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี ค.ศ.๑๙๓๒ แม้ฮิตเลอร์จะพ่ายแพ้ให้แก่ พอล วอน ฮินเดนเบิร์ก  แต่การเลือกตั้ง ส.ส. ในปีเดียวกัน พรรคนาซีได้คะเเนนเสียงเพิ่มขึ้นเป็น ๓๗.๓% ของที่นั่งในสภาไรซ์สทัก แต่ไม่ปรากฏพรรคการเมืองใดแสดงความจำนงที่จะร่วมกันตั้งรัฐบาลกับฮิตเลอร์ จนกระทั่งการเลือกตั้งครั้งที่ ๒ ในปีเดียวกันนั้นเองพรรคนาซีได้รับคะแนนเสียง ๓๓% และได้ร่วมกับพรรค DNVP ทำให้ได้คะแนนเสียงเพิ่มเป็น ๔๑%  ของที่นั่งทั้งหมดในสภาไรซ์สทักซึ่งก็ยังไม่เพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ การขาดรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพทำให้นักการเมืองทรงอิทธิพลสองคนคือ ฟรันซ์ ฟอน พาเพน และอัลเฟรด ฮูเกนแบร์ก ตลอดจนนักอุตสาหกรรมและนักธุรกิจหลายคน เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีฮินเดนเบิร์กกดดันให้เขาแต่งตั้งฮิตเลอร์เป็นหัวหน้ารัฐบาล[2] โดยนักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์เชื่อว่าฮิตเลอร์จะเป็นเสมือนหุ่นเชิดของตน แต่ต้องกลับตาลปัตรในเมื่อหุ่นเชิดตัวนี้แสบกว่าที่พวกเขาคิด

วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๓๓  อาคารรัฐสภาไรช์สทักถูกวางเพลิง และมารีนัส ฟาน เดอร์ ลูบเบ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ถูกพบตัวในอาคารที่เพลิงกำลังลุกไหม้อยู่จึงทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ และโดยที่รัฐธรรมนูญไวมาร์ให้อำนาจประธานาธิบดีออกกฤษฎีกาใช้บังคับอย่างเช่นกฎหมายได้ ฮิตเลอร์จึงกดดันให้ประธานาธิบดี ฮินเดนเบอร์ก ตรากฤษฎีกาเพลิงไหม้ไรซ์สทักเพื่อให้อำนาจแก่รัฐบาลในการปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งมีสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศเยอรมันถูกจับกุมโดยอำนาจตามกฤษฎีกาดังกล่าวร่วม ๔,๐๐๐ คน  และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจเด็ดขาดในรัฐสภาในปีถัดมาฮิตเลอร์ได้นำ “รัฐบัญญัติมอบอำนาจ” ที่ให้อำนาจนิติบัญญัติแก่คณะรัฐมนตรีอย่างเต็มที่เป็นเวลา ๔ ปีเข้าสู่สภาเพื่อขอความเห็นชอบ แต่การจะผ่านรัฐบัญญัติได้ต้องใช้เสียงข้างมากจำนวน ๒ ใน ๓  และเนื่องจากฮิตเลอร์ไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภา กฤษฎีกาเพลิงไหม้ไรซ์สทักจึงถูกงัดขึ้นมาใช้อีกครั้งเพื่อป้องกันการเข้าร่วมประชุมของ ส.ส.พรรคสังคมประชาธิปไตยหลายคน ท้ายที่สุดรัฐบัญญัติมอบอำนาจผ่านด้วยเสียง ๔๔๑ ต่อ ๘๔ จึงอาจกล่าวได้ว่า “กฤษฎีกาเพลิงไหม้ไรซ์สทัก” และ “รัฐบัญญัติมอบอำนาจ” เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักการเมืองที่ไม่เคยได้ครองเสียงข้างมากในสภาเลยอย่างเช่นอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขึ้นกุมอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศโดยชอบธรรมและนำไปสู่ภาวะเผด็จการโดยสมบูรณ์ด้วยกลยุทธ “เหตุใดจะต้องครองเสียงข้างมากในสภาในเมื่อเราทำให้สภาเล็กลงได้” ??!!

เชิงอรรถ

[1] หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช,  (๒๕๑๗),  ยิว,  น.๒๖๔.

[2] http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%9F_%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C