05/2/14

สูญญากาศทางการเมือง, อนาธิปไตย : สังคมประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีรัฐบาลจริงๆหรือ?

“อนาธิปไตย” ถ้อยคำที่ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลายในแทบทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง เป็นเหตุให้ความหมายของอนาธิปไตยถูกเข้าใจไปต่างๆนานาตามแต่สภาวะการณ์ที่ถ้อยคำดังกล่าวถูกอ้างถึง เช่น การก่อจราจล การเกิดสงครามกลางเมือง หรือสภาวะซึ่งบ้านเมืองไร้ขื่อไร้แปไม่มีกฎหมายจะมาบังคับแก่ประชาชนในรัฐ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นที่มาของความหมายที่เราๆท่านๆคุ้นเคยที่สุดสำหรับ “อนาธิปไตย” และเป็นเหตุให้อนาธิปไตยเป็นถ้อยคำที่น่าหวาดกลัวที่สุดสำหรับนักนิยมประชาธิไตยหลายๆท่าน

อย่างไรก็ตามอนาธิปไตยก็หาได้เป็นผู้ร้ายที่บ่อนทำลายรัฐหรือสังคมประชาธิปไตยอย่างที่เราเคยเข้าใจแต่ก่อนมาด้วยความหมายโดยแท้จริงของอนาธิปไตยหมายถึง “สภาวะที่ปราศจากรัฐบาลที่ทำหน้าที่ศูนย์กลางในการบริหารประเทศ” ซึ่งเป็นสภาวะที่ห่างไกลจากภาวะบ้านเมืองไร้ขื่อไร้แปอย่างที่เราเคยเข้าใจ ในทางตรงข้ามสภาวะที่บ้านเมืองไร้ขื่อไร้แปปราศจากกฎหมายจะบังคับใช้แก่ประชาชนในรัฐนั้นกลับไม่ใช่สภาวะที่เรียกว่า “อนาธิปไตย” หากแต่เป็นสภาวะที่สังคมมนุษย์ได้สูญสลายไปแล้วและมนุษย์กลับสู่สถานะสมาชิกแห่ง “รัฐธรรมชาติ” ซึ่งเป็นสภาพที่มนุษย์มีความเป็นอยู่โดดเดี่ยวและเสี่ยงอันตรายเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน สถานะของมนุษย์ในรัฐธรรมชาติเป็นสถานะซึ่ง โธมัส ฮอบบส์ ให้ความเห็นว่าเป็น “ความกลัวอย่างต่อเนื่องในอัตรายจากการตายโหง”

เมื่อเราย้อนกลับมาพูดถึงอนาธิปไตยในความหมายที่แท้จริง โดยแยกสภาวะอนาธิปไตยออกจากสภาวะบ้านเมืองไร้ขื่อแปซึ่งมีผลเป็นการล่มสลายของสังคมมนุษย์อย่างเด็ดขาด เราจะพบว่าแท้จริงแล้วสภาวะอนาธิปไตย เป็นเพียงสภาวะหนึ่งที่นอกจากจะไม่กระทบต่อปรัชญาในระบอบประชาธิปไตยแล้ว อนาธิปไตยยังอาจแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมประชาธิปไตยอันเป็นผลจากรัฐบาลที่มีลักษณะรวมศูนย์อีกด้วย

เมื่อกล่าวมาถึงจุดนี้หลายท่านอาจสงสัยขึ้นมาว่า สภาวะอนาธิปไตยมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่ อนาธิปไตย ยังคงอยู่ในกรอบของสังคมมนุษย์ที่เป็นประชาธิปไตยอยู่ ด้วยอนาธิปไตยยังมีกฎหมาย เพียงแต่ขาดองค์กรอภิสิทธิที่รวมอำนาจบริหารไว้กับตนเองเท่านั้น หากจะหาคำตอบของคำถามเช่นว่านี้ที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหลายๆท่านต้องประสบกับภาวะอนาธิปไตยอยู่ในทุกๆวัน ตัวอย่างเช่น

มนูเป็นพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง วันหนึ่งพนักงานรักษาความปลอดภัยพบว่ามีรถของผู้มาติดต่อกับบริษัทที่ตั้งอยู่ในอาคารเดียวกันนั้นถอยชนรถยนต์ที่มนูจอดไว้ริมถนนหน้าอาคารและกำลังจะหลบหนี พนักงานรักษาความปลอดภัยจึงเดินไปที่รถและเชิญเจ้าของรถคันเกิดเหตุมานั่งรอบริเวณส่วนอำนวยการของอาคารและแจ้งให้มนูลงมาตรวจสอบความเสียหาของรถ มนูกับคู่กรณีอีกฝ่ายตกลงค่าเสียหายกันได้โดยฝ่ายที่ถอยรถชนยอมจ่ายค่าเสียหายให้มนูจำนวน 3,000 บาท

จากเรื่องราวของมนูท่านอาจสังเกตได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานรักษาความปลอดภัยในเรื่องนี้ก็ไม่แตกต่างอะไรไปจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่าใดนัก และหากไม่ได้พนักงานรักษาความปลอดภัยคนดังกล่าวรถคันที่ชนก็อาจจะหลบหนีไปแล้วก็ได้ ซึ่งเป็นเพียงตัวอย่างง่ายๆตัวอย่างหนึ่งในความสามารถของสังคมมนุษย์ที่สามารถอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด

แต่อย่างไรก็ตามสังคมไทยมีลักษณะของการเสพติดความมีอยู่ของรัฐบาลซึ่งส่งผลให้สภาวะไร้รัฐบาลดูเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัว ซึ่งลักษณะดังกล่าวนอกจากจะเป็นผลจากการปลูกฝังแนวคิดเกี่ยวกับความสำคัญของรัฐบาลแล้วยังเป็นผลจากการที่รัฐบาลถูกนำไปยึดโยงกับการออกกฎหมาย ที่แม้ว่าอำนาจในการออกกฎหมายจะเป็นของรัฐสภาก็ตาม แต่กฎหมายที่ออกบังคับใช้ล้วนมีที่มาจากหน่วยงานราชการหรือรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหารแทบทั้งสิ้น และกฎหมายซึ่งถูกผลักดันโดยรัฐบาลดังกล่าวก็ล้วนแต่เป็นกฎหมายซึ่งออกขึ้นเพื่อให้ความสะดวกแก่การทำงานของรัฐบาลเอง น้อยเหลือเกินที่กฎหมายต่างๆดังกล่าวจะเป็นกฎหมายที่มีลักษณะเอื้อสิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนหรือมีลักษณะจำกัดและควบคุมการใช้อำนาจของรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่รัฐอย่างแท้จริง นอกจากนี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังเป็นผลกระทบโดยตรงจากกฎหมายซึ่งผลักดันโดยรัฐบาลในลักษณะของการรับรองความชอบธรรมของกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อันเป็นเหตุให้กลุ่มผลประโยชน์อื่นๆที่เคยอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบภายใต้การนำของกฎหมายและจารีตประเพณีดั้งเดิมต้องกลับกลายเป็นคนชายขอบขึ้นในทันที ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของกฎหมายจำพวกนี้ได้แก่ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม พ.ศ.2488 และพระราชบัญญัติใช้ใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล พ.ศ.2489 ซึ่งเป็นผลของความพยายามของรัฐบาลในการแทรกแทรงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวมลายูมุสลิมในบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยในรูปแบบการผนวกวิถีชีวิตชาวมลายูมุสลิมเข้ากับรัฐชาติไทย และส่งผลให้กลุ่มผลประโยชน์ทางศาสนาที่เคยมีบทบาทความสำคัญในอดีตต้องถูกลดทอนความสำคัญลงภายหลังจากการเกิดขึ้นของกลุ่มผลประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาแทนที่และผลักสถานะ “เถื่อน” ให้แก่ฝ่ายที่มิได้รับการรับรองตามกฎหมายไป อันเป็นตัวอย่างประการหนึ่งของความล้มเหลวของรัฐบาลในอดีต ที่แม้ห้วงเวลาจะผ่านไปเนิ่นนานก็ยังส่งปัญหาความแตกแยกในสังคมไทยจนกระทั่งทุกวันนี้

บทสรุป
อนาธิปไตย มีความแตกต่างจากสภาวะความแตกสลายของสังคมมนุษย์ การที่เราจะสามารถทำความเข้าใจถึงสภาวะอนาธิปไตยได้นั้น จำเป็นที่จะต้องถอดแนวคิดเดิมๆเกี่ยวกับรัฐบาลที่ได้รับการปลูกฝังในจิตใจออกไปเสียก่อน ประกอบกับการพิจารณาบริบทของสังคมที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบันและบริบทเชิงประวัติศาสตร์ของสังคมไทย คำถามที่สำคัญคือ สังคมจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาอาศัยเจ้าหน้าที่รัฐอย่างขาดเสียมิได้กระนั้นหรือ ถ้าไม่แล้ว รัฐบาลมีความจำเป็นต่อสังคมจริงๆหรือ

04/17/14

หลักนิติธรรม(The Rule of Law): ปริศนาดำมืดในสังคมไทย

หลักนิติธรรม คำๆนี้หากหลายๆคนได้ยินแล้วอาจรู้สึกว่าเป็นถ้อยคำที่คุ้นหู แต่หากสอบถามถึงความหมายของหลักนิติธรรมแล้วบางคนอาจตอบได้ทันทีว่า ไม่รู้ถึงความหมาย หรือแม้จะรู้ถึงความหมายของหลักนิติธรรม คำตอบในความหมายของหลักนิติธรรมก็อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งนั่นคือที่มาของคำถามแรกที่ต้องค้นหาในบทความนี้ว่าหลักนิติธรรมคืออะไร

มนุษย์คุ้นเคยกับหลักนิติธรรมมาเป็นเวลานาน แม้ว่าคำว่า “หลักนิติธรรม” จะเพิ่งได้รับการแปลจากคำว่า “The Rule of Law” ไม่นานมานี้ แต่หากพิจารณาจากความหมายและเป้าประสงค์ของหลักนิติธรรมแล้วจะพบว่าหลักนิติธรรมมีความเป็นมายาวนานและสามารถพบหลักนิติธรรมได้ในทุกสังคมของมนุษย์

ผลจากการที่หลักนิติธรรมมีความหลากหลายในตัวของมันเองเช่นนี้เอง หลักนิติธรรมจึงได้รับการให้คำนิยามจากนักนิติศาสตร์จำนวนมากมายว่าหลักนิติธรรมนั้นหมายถึงอะไรบ้าง แต่อย่างไรก็ตามหากประมวลรูปแบบแนวคิดของหลักนิติธรรมที่ปรากฏขึ้นบนโลกแล้วจะพบว่าหลักนิติธรรมแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบกล่าวคือ

1. การใช้อำนาจของผู้ปกครองต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

เป็นแนวคิดของการจำกัดการใช้อำนาจของผู้ปกครอง โดยที่ผู้ปกครองแม้จะมีอำนาจก็ไม่อาจใช้อำนาจนั้นๆได้ตามอำเภอใจ หากแต่ต้องใช้อำนาจภายใต้ขอบเขตของคุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่ง”คุณธรรม”ที่จะกำหนดกรอบการใช้อำนาจของผู้ปกครองนั้นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม เช่น ในสังคมเสรีนิยม คุณค่าดังกล่าวอาจหมายถึง รัฐธรรมนูญ หรือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน แต่ในสังคมที่ไม่ใช่สังคมเสรีนิยม คุณค่าดังกล่าวอาจหมายถึง หลักศาสนา หรือ หลักศีลธรรม เป็นต้น

2. กฎหมายต้องมีความแน่นอน

แนวคิดที่ว่ากฎหมายต้องมีความแน่นอนนั้นเป็นแนวคิดที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาจากรากฐานของความจำเป็นในการค้าขาย ที่ความแน่นอนของตัวบทกฎหมายมีความจำเป็นต่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า เช่น ความมั่นคงแน่นอนในกรรมสิทธิเหนือทรัพย์สินของบุคคล ซึ่งส่งผลให้บุคคลสามารถทำข้อตกลงซื้อขายสินค้าที่มีผลผูกพันระหว่างกัน นอกจากนี้ความแน่นอนของกฎหมายยังทำให้เกิดการเรียนรู้จากข้อบกพร่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วว่าการค้าขายต้องกระทำในลักษณะใดจึงจะได้รับการปฏิบัติต่ออย่างเป็นที่น่าพอใจจากรัฐ และการกระทำอย่างใดที่จะส่งผลเป็นโทษแก่ตน ความแน่นอนของกฎหมายและการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตนในอดีตเช่นนี้เอง  พ่อค้าวาณิชจึงสามารถคำนวนความคุ้มได้คุ้มเสียในทางการค้าของตนได้

3. การปกครองโดยกฎหมายไม่ใช่โดยบุคคล

แนวคิดของการปกครองโดยกฎหมายไม่ใช่โดยบุคคลนั้น เป็นแนวคิดซึ่งมีขึ้นเพื่อดำรงความบริสุทธิ์ของกฎหมายไม่ให้ถูกปนเปื้อนโดยเจตจำนงค์ส่วนบุคคลของผู้ซึ่งมีอำนาจใช้และตีความกฎหมาย ในอันที่จะบิดเบือนข้อกฎหมายไปในทิศทางที่บุคคลดังกล่าวต้องการไม่ว่าจะโดยมีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ แนวคิดดังกล่าวมีที่มาจากความเชื่อที่ว่าจิตใจของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ในขณะเดียวกันแม้กฎหมายจะมีควาามบริสุทธิ์หากแต่กฎหมายก็ไม่มีปากที่จะแปลความหมายของตนเองให้เข้ากับสถานการณ์ในสังคมที่เกิดขึ้นได้  การที่มนุษย์เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหากบุคคลดังกล่าวสอดแทรกความคิดเห็นส่วนบุคคลลงในกฎหมายแล้วก็จะทำให้กฎหมายที่บังคับใช้นั้นมีลักษณะของความไม่แน่นอน การเลือกปฏิบัติ และเต็มไปด้วยความลำเอียงในที่สุด

อย่างไรก็ตามแม้จะมีนักวิชาการทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศจำนวนมากให้ความเห็นถึงความหมายของหลักนิติธรรมในแต่ละรูปแบบไว้อย่างหลากหลายและสวยหรู เมื่ออ่านความเห็นของนักวิชาการต่างๆที่ให้ความหมายของหลักนิติธรรมแล้วหลายๆคนอาจรู้สึกราวกับว่าตนเองนั้นล่องลอยอยู่ในสรวงสวรรค์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม การหยิบยื่นความเสมอภาคให้แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม  และความอับจนของรัฐหรือผู้ปกครองในการกดขี่ข่มเหงประชาชน แต่ในความเป็นจริงแล้วหลักนิติธรรมนั้น ผู้เขียนสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า “ไม่มีอยู่จริงและเป็นเพียงมายาคติทางการเมืองเท่านั้น

เมื่อกล่าวถึงภาพมายาคติของหลักนิติธรรม สามารถอธิบายโดยการย้อนกลับรูปแบบของหลักนิติธรรม 3 ประการดังกล่าวไปแล้วข้างต้น ได้แก่ การปกครองโดยกฎหมายไม่ใช่โดยบุคคล กฎหมายต้องมีความแน่นอน และการใช้อำนาจของผู้ปกครองต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เนื่องด้วยมูลเหตุทั้งหมดทั้งปวงที่ส่งผลให้ลักนิติธรรมไม่มีอยู่จริงและเป็นเพียงภาพมายาคติทางการเมือง ก็ด้วยข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กฎหมายนั้นไม่มีปากที่จะพูดได้การแสดงออกซึ่งกฎหมายนั้นต้องกระทำผ่านมนุษย์ เท่านั้น เมื่อประกอบกับสภาพของกฎหมายเองที่เป็นสิ่งซึ่งมนุษย์สร้างขึ้น กฎหมายจึงรับเอามรดกของความเป็นมนุษย์เข้าไว้ในตัว นั่นก็คือ “ความขัดแย้งในแนวคิด”  ซึ่งความบกพร่องเช่นว่านี้ เปิดโอกาสให้กฎหมายถูกมนุษย์ครอบงำอยู่ตลอดเวลาในรูปของการแปลกฎหมาย และเป็นเหตุให้ในที่สุดกฎหมายถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือของมนุษย์สำหรับอ้างความชอบธรรมในการถ่ายทอดความเชื่อส่วนบุคคลของตนให้ปรากฏออกมาเท่านั้นเอง

ก่อนที่จะไปถึงยังจุดที่มนุษย์สามารถถ่ายทอดความ เชื่อส่วนบุคคลของตนลงในกฎหมายได้อย่างไรนั้น ต้องขอเรียนให้ทราบในเบื้องต้นว่าเราไม่อาจปฏิเสธความเป็นจริงที่ว่ามนุษย์แต่ละคนล้วนมีที่มาที่ไปที่มีความแตกต่างกัน นับตั้งแต่สภาพครอบครัวที่ให้กำเนิด การได้รับการขัดเกลาตั้งแต่วัยเด็ก สถาบันการศึกษา สภาพแวดล้อมทางสังคมในวัยทำงาน ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นล้วนส่งอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ทั้งสิ้น ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่า บุคคลที่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจนและต้องดำรงชีวิตอย่างปากกัดตีนถีบมาโดยตลอดนั้นจะไม่มีแนวความคิดหรืออุดมคติที่แตกต่าง(แม้เพียงเล็กน้อย) กับบุคคลซึ่งถือกำเนิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย และตลอดชีวิตของเขานั้นไม่เคยดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งปัจจัยอันจำเป็นต่อการดำรงชีพเลย

เมื่อในเบื้องต้นเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้ว ว่ามนุษย์แต่ละคนต่างมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกนึกคิดของแต่ละบุคคล  ปัจจัยประการต่อมาที่ส่งผลต่อลักษณะอันเป็นมายาคติของหลักนิติธรรมก็คือ ความขัดแย้งกันเองของกฎหมาย ซึ่งสืบเนื่องจากการที่กฎหมายเป็นผลผลิตของมนุษย์ กฎหมายย่อมได้รับเอามรดกทางความขัดแย้งของมนุษย์มาด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และยิ่งกฎหมายมีพัฒนาการที่ยาวนานผ่านห้วงเวลาและสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนของ สังคมมากเท่าใดความขัดแย้งกันในระบบกฎหมายก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวนี้เป็นความขัดแย้งในตัวระบบกฎหมายเองที่ส่งผลให้กฎหมายมีความคลุมเครือสามารถแปลได้หลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น

ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 มีข้อความตอนหนึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดเอาทรัพย์….” ปัญหาที่เป็นที่ถกเถียงกันนับแต่ประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบันถูกบังคับใช้ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2500 เป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบันคือ ถ้อยคำว่า”ทรัพย์” ในมาตรา 334 ดังกล่าวกินความหมายกว้างขวางขนาดไหน และกินความไปถึง “กระแสไฟฟ้า” หรือไม่ และปรากฏข้อวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในทำนองที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอยู่เสมอๆ

แนวความคิดที่เห็นด้วยกับการตีความคำว่า “ทรัพย์” ในมาตรา 334 ประมวลกฎหมายอาญาให้กินความหมายถึง “กระแสไฟฟ้า” นั้นเห็นว่า แม้กระแสไฟฟ้าจะไม่มีรูปร่างอันเป็นลักษณะประการหนึ่งของ “ทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่กระแสไฟฟ้าก็สามารถวัดปริมาณหรือควบคุมกระแสไฟฟ้าได้โดยใช้อุปกรณ์เพื่อการนั้น ทั้งกระแสไฟฟ้าก็ยังสามารถกักเก็บไว้ในแบตเตอรี่และนำพาไปกับเจ้าของเพื่อใช้สอยได้ไม่ต่างจากวัตถุมีรูปร่าง กระแสไฟฟ้าจึงเป็นทรัพย์ตามมาตรา 334 แล้ว

ในอีกแนวความคิดของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการตีความคำว่า “ทรัพย์” ในมาตรา 334 ประมวลกฎหมายอาญา ให้กินความหมายถึง “กระแสไฟฟ้า” ให้ความเห็นว่ากระแสไฟฟ้านั้น “ไม่มีรูปร่าง” จึงไม่ใช่ลักษณะของ “ทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับกฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัดตามตัวอักษรจึงไม่อาจขยายความหมายของคำว่า “ทรัพย์” ให้กินความถึง “กระแสไฟฟ้า” ที่เป็นวัตถุไม่มีรูปร่างได้

อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ปรากฏว่า ศาลฎีกาของไทยถือว่า “กระแสไฟฟ้า” เป็น “ทรัพย์” และปรับใช้กฎหมายลักทรัพย์กับคดีที่วัตถุแห่งการกระทำผิดเป็นกระแสไฟฟ้ามาโดยตลอด ซึ่งก็เป็นเป้าประสงค์สำคัญประการหนึ่งของหลักนิติธรรมที่ต้องการคงไว้ซึ่งความแน่นอนของกฎหมายในอันที่จะอำนวยความยุติธรรมแก่บุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคกัน จนอาจทำให้หลายคนอาจตัดสินในทันใดว่า คำพิพากษาดังกล่าวก็เป็นไปตามหลักนิติธรรมในแง่นี้แล้ว แต่นั่นอาจเป็นการตัดสินที่รวดเร็วจนเกินไปและขาดการคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า “คำพิพากษาศาลฎีกาอาจเปลี่ยนแปลงแนวทางในการวินิจฉัยได้ทุกเมื่อ” ด้วยไม่มีข้อกฎหมายใดที่บังคับให้ศาลฎีกาต้องถือตามแนวคำพิพากษาที่ตนเคยวินิจฉัยมาในครั้งก่อนๆ ประกอบกับแนวคิดที่ว่า “กระแสไฟฟ้า” ไม่ใช่ “ทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 ก็ไม่ใช่แนวคิดที่โพล่งขึ้นมาลอยๆหากแต่เป็นแนวคิดที่มีเหตุผลน่าเชื่อถือรองรับ เพียงแต่แนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดของฝ่ายซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่ในการเขียนคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องเท่านั้น จึงไม่มีสิ่งใดรับประกันได้เลยว่าในอนาคตเมื่อมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการลักกระแสไฟฟ้าขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ในที่สุดแล้วศาลจะยังคงถือว่ากระแสไฟฟ้าเป็นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 อยู่ต่อไป โดยเฉพาะหากในเวลานั้นผู้พิพากษาที่มีอำนาจชี้ขาดตัดสินคดีเป็นคนที่มีแนวคิดร่วมกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการตีความว่ากระแสไฟฟ้าเป็นทรัพย์

การยกตัวอย่างปัญหาเรื่องการลักกระแสไฟฟ้าและการทำคำพิพากษาของศาลฎีกาขึ้นมานี้ เป็นเพียงตัวอย่างของความขัดแย้งและไม่แน่นอนซึ่งเป็นธรรมชาติอันมีอยู่ในตัวของกฎหมายเอง เป็นเหตุให้กฎหมายจำเป็นต้องได้รับการตีความอยู่เสมอ และผู้ซึ่งมีอำนาจตีความกฎหมายนี้เอง (ไม่ว่าจะโดยมีมูลเหตุจูงใจหรือไม่ก็ตาม) สามารถสอดแทรกความเชื่อส่วนบุคคลลงในกระบวนการตีความกฎหมายผ่านการให้เหตุผลในคำพิพากษาได้เสมอ จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความคิดอ่านและความเชื่อส่วนบุคคลของผู้มีอำนาจในการตีความกฎหมายมีอิทธิพลอย่างมากต่อความแน่นอนของกฎหมาย

อนึ่งหากเราพิจารณาในมุมกลับ ว่าหากระบบกฎหมายและธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เราไม่สามารถแยกกฎหมายออกจากตัวบุคคลซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงแน่นอนของกฎหมายได้แล้ว หากเราจะแก้ไขระบบกฎหมายโดยการยกเครื่องระบบกฎหมายใหม่ทั้งหมดโดยไม่เปิดโอกาสให้บุคคลสามารถตีความกฎหมายได้ อันจะทำให้สามารถกีดกันความคิดเห็นส่วนบุคคลออกจากตัวบทกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์ และนำไปสู่ความชัดเจนแน่นอนของกฎหมายในที่สุดนั้นจะสามารถกระทำได้หรือไม่ คำตอบคือ “สามารถกระทำได้ แต่ไม่สมควรกระทำอย่างยิ่ง”ด้วยลักษณะที่แน่นอนตายตัวไม่สามารถตีความได้ของกฎหมายนั้น จะส่งผลให้กฎหมายแข็งกระด้างและขาดความยืดหยุ่นอันเป็นเครื่องมือสำคัญในการให้ความเป็นธรรมแก่สังคม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อระบบกฎหมายมากกว่าการปล่อยให้ผู้มีอำนาจชี้ขาดตัดสินคดีสอดแทรกความเชื่อส่วนบุคคลเข้าไปในกระบวนการตีความกฎหมายเสียอีก

เมื่อพิจารณามาถึงตอนนี้อาจเป็นที่สับสนว่า หลักนิติธรรมนั้นมีลักษณะที่ขัดแย้งกันในตัวเองหรือ ซึ่งคำตอบคือความจริงก็เป็นเช่นนั้น และหลักนิติธรรมควรจะตอบสนองสิ่งใดให้แก่สังคม ระหว่างความแน่นอนของกฎหมายหรือความเป็นธรรม คำตอบก็คือถูกต้องทั้งสองอย่าง ความขัดแย้งกันเองเช่นว่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ผู้มีอำนาจตีความและบังคับใช้กฎหมายใช้หลักนิติธรรมในการรับรองความชอบธรรมแก่การกระทำของตน(ไม่ว่าผลจะออกมาในแง่มุมใดก็ตาม)

ประเด็นที่จะต้องขบคิดประการต่อมาว่าหลักนิติธรรมเกี่ยวข้องกับการเมืองได้อย่างไร และการเมืองสามารถส่งผลต่อภาพมายาคติของหลักนิติธรรมได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสภาพของกฎหมายที่ออกโดยรัฏฐาธิปัตย์ ในกรณีของประเทศไทยคือรัฐสภาแล้ว ทัศนคติทางการเมืองจึงสามารถสืบทอดผ่านลงไปในกฎหมายได้ในระดับของกระบวนการนิติบัญญัติโดยตรงทีเดียว

ในระดับแรก แม้ว่าหลักนิติธรรมจะยืนยันการจำกัดอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครอง แต่หากพิจารณาจากสภาพแห่งความเป็นจริงที่ว่ากฎหมายส่วนใหญ่ในประเทศไทยล้วนมีที่มาจากรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเองแล้ว เป็นที่คาดเดาได้อย่างง่ายดายถึงเป้าประสงค์ที่กฎหมายจะออกไปในลักษณะของการกรุยทางมากกว่าจะมีขึ้นเพื่อจำกัดอำนาจของรัฐบาลเอง และแม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันถึงหลักนิติธรรมในแง่ของการจำกัดอำนาจรัฐอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าวาทะเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของตนเท่านั้น เนื่องจากกฎหมายต่างๆที่มีในความเป็นจริงแล้วไม่สามารถจำกัดอำนาจใดๆของรัฐได้ และแม้จะมีกฎหมายซึ่งมีลักษณะดังว่าอยู่จริง การแก้ไขกฎหมายให้หลีกพ้นไปจากเส้นทางในการใช้อำนาจของรัฐก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด

ในระดับต่อมา เมื่อกฎหมายไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้ใช้อำนาจปกครองแล้ว กฎหมายก็ไม่อาจยืนอยู่เคียงข้างประชาชนได้อีกต่อไป ในทางตรงข้ามกฎหมายกลับเป็นฉากหน้าของการกดขี่ข่มเหงโดยรัฐบาลซึ่งจะอ้างหลักนิติธรรมขึ้นบังหน้าอ้างความชอบธรรมให้กับตนเอง ทั้งในด้านทำให้ปฏิบัติการต่อประชาชนต่างๆเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิของกฎหมายตามหลักนิติธรรม ซึ่งนอกจากจะผลักภาพลักษณ์ความเป็นผู้ร้ายให้แก่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลแล้วยังสามารถโน้มน้าวประชาชนกลุ่มอื่นๆให้คล้อยตามการกระทำของรัฐบาลที่อยู่ภายใต้ฉากของหลักนิติธรรมด้วย

ข้อพิจารณาประการสุดท้าย และเป็นสิ่งที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นๆของบทความถึงบทบาทของผู้มีอำนาจตีความกฎหมายกับหลักนิติธรรม แม้ว่าองค์กรตุลาการจะได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายเมื่อกล่าวถึงหลักนิติธรรม ว่าเป็นกลไกหนึ่งในการจำกัดอำนาจของผู้ปกครอง แต่จากเหตุผลที่ได้เอ่ยไว้ตอนต้นบทความจะพบว่ากลไกการตีความกฎหมายที่เปิดช่องทางให้กับความเชื่อส่วนบุคคลของผู้มีอำนาจตีความกฎหมายนั้นไม่อาจขจัดให้หมดสิ้นไปได้โดยสภาพของระบบกฎหมายเอง โอกาสที่ทัศนคติทางการเมืองของตุลาการจะเข้ามามีอิทธิพลต่อการตีความกฎหมายนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เพ้อฝันเกินความเป็นจริงเท่าใดนัก

บทสรุป
หลักนิติธรรมแม้เป็นความหวังของสังคมไทย ในฐานะเครื่องมือที่จะผลักดันให้สังคมเข้าสู่สภาวะอุดมคติที่กฎหมายสามารถเติมเต็มความสงบสุขให้แก่สังคมได้อย่างเท่าเทียม และหลายคนคงมีความเชื่อมั่นเช่นว่านั้นเสมอมา หากแต่เมื่อได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงต่างๆในสังคมแล้ว โจทก์ที่เหมือนจะมีคำตอบแต่กลับไม่ได้รับการเฉลยเสียที ว่าสาเหตุใดที่สังคมไทยจึงตกอยู่ในสภาวะเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันทั้งที่ชื่อเสียงของหลักนิติธรรมได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายทั้งจากรัฐและเอกชนคงจะได้รับความกระจ่างขึ้น ปัญหาประการสุดท้ายก็คือ สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะยอมรับความจริงเกี่ยวกับหลักนิติธรรมนี้เสียที

 

11/25/12

มรดกทางความคิดของ โธมัส ฮ็อบส์, จอห์น ล็อค, ชาลส์ มองเตสกิเออร์ และ จัง-จากส์ รุสโซ ที่ส่งผลต่อรูปแบบของรัฐบาลในปัจจุบัน

มรดกทางความคิดของ โธมัส ฮ็อบส์, จอห์น ล็อค, ชาลส์ มองเตสกิเออร์ และ จัง-จากส์ รุสโซ ที่ส่งผลต่อรูปแบบของรัฐบาลในปัจจุบัน [1]

ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 นักปรัชญาชาวยุโรปเริ่มถกเถียงและตั้งคำถามว่า “ใครกันที่ควรได้ปกครองแผ่นดิน” และผลจากความอ่อนแอของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช นักปราชญ์ของยุคเรืองปัญญาต่างเสนอแนะระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยแตกต่างกัน

ในปี 1649 สงครามกลางเมืองในประเทศอังกฤษปะทุขึ้นจากสาเหตุว่าใครควรได้อำนาจปกครองประเทศ รัฐสภาหรือพระเจ้าชาลร์สที่ 1 ซึ่งสงครามครั้งนี้ยุติลงด้วยความตายของพระเจ้าชาลร์สที่ 1 หลังจากพระองค์ถูกประหารชีวิตไม่นาน นักปรัชญาชาวอังกฤษ โธมัส ฮ็อบส์ (1588-1679) ก็เขียนหนังสือเรื่อง “ลีไวอะธัน (สัตว์ร้ายในตำนาน)” เพื่อปกป้องอำนาจอันสมบูรณ์ของกษัตริย์ ชื่อของหนังสือเล่มนี้อ้างถึง”ลีไวอะธัน” สัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายปลาวาฬในตำนานที่สามารถกินเรือได้ทั้งลำ ฮ็อบส์เปรียบตัว”ลีไวอะธัน”ว่าเป็นเสมือนรัฐบาลที่ใช้อำนาจรัฐในการบังคับบัญชา

ฮ็อบส์เริ่มต้นงานเขียน “ลีไวอะธัน” โดยอธิบายถึงสภาพของรัฐในสังคมธรรมชาติที่ซึ่งปัจเจกชนแต่ละคนเท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ ทุกคนมีอิสระที่จะทำในสิ่งที่ตนต้องการเพื่อเอาชีวิตรอดอันเป็นผลให้ทุกคนตกอยู่ในภาวะ “ความกลัวอย่างต่อเนื่องในอันตรายจากการตายโหง” ชีวิตของคนในช่วงเวลานั้นโดดเดี่ยว ยากจน เสี่ยงอันตราย มีชีวิตแสนสั้นเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน รัฐในสังคมธรรมชาติไม่มีกฎหมายหรือผู้จะบังคับใช้กฎหมาย ทางออกเดียวของสถานการณ์นี้ ฮ็อบส์กล่าวว่าปัจเจกชนเหล่านั้น ต้องสร้างอำนาจสูงสุดขึ้นเพื่อที่จะนำมาซึ่งความสงบสุข

แนวคิดนี้ฮ็อบส์ได้มาจากทฤษฎีการแสดงเจตนาโดยปริยายในกฎหมายลักษณะสัญญาของประเทศอังกฤษ ฮ็อบส์ยืนยันว่าประชาชนตกลงกันในหมู่ของพวกเขาเองที่จะละวางสิทธิตามธรรมชาติที่เท่าเทียมและอิสระ และมอบสิทธิอันเด็ดขาดให้แก่รัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งอาจเป็นบุคคลคนเดียวหรือคณะบุคคลก็ได้ รัฏฐาธิปัตย์จะได้บัญญัติและบังคับกฎหมายเพื่อรักษาความสงบในสังคม,ให้ซึ่งชีวิต,เสรีภาพ,และความสามารถในการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งฮ็อบส์เรียกข้อตกลงอันนี้ว่า “สัญญาประชาคม”

นอกจากนี้ฮ็อบส์ยังมีความเชื่อว่ารูปแบบของรัฐบาลที่นำโดยกษัตริย์เป็นรูปแบบที่ดีที่สุดของรัฏฐาธิปัตย์ ด้วยการมอบอำนาจทั้งหลายทั้งปวงไว้ในพระหัตถ์ของกษัตริย์ย่อมนำมาซึ่งการบริหารอำนาจรัฐได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ฮ็อบส์ยังคงเชื่ออีกว่าสัญญาประชาคมเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นระหว่างปัจเจกชนด้วยกันเองเท่านั้น หาใช่ระหว่างพวกเขากับรัฏฐาธิปัตย์ไม่ ในทันใดที่ประชาชนมอบอำนาจอันสัมบูรณ์แก่กษัตริย์แล้ว พวกเขาก็หามีสิทธิที่จะต่อต้านพระองค์ได้อีก

แต่กระนั้นในขณะที่วันเวลาของอำนาจอันสัมบูรณ์ขององค์กษัตริย์ดำเนินไป “ยุคเรืองปัญญาในยุโรป” ยุคใหม่ของความคิดอันบรรเจิดก็ปรากฏขึ้น เหล่านักคิดในยุคเรืองปัญญาต้องการปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์บนโลกด้วยกันแทนที่ความสำนึกของพวกเขาที่มีต่อศาสนาและชีวิตหลังความตาย นักคิดเหล่านี้ให้ความสำคัญแก่เหตุผล,วิทยาศาสตร์,ความคิดเห็นที่แตกต่างทางศาสนาและสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “สิทธิตามธรรมชาติ” (กล่าวโดยเฉพาะได้แก่สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน)

นักปรัชญายุคเรืองปัญญา อาทิ จอห์น ล็อค, ชาร์ลส มองเตสกิเออร์ และ จัง-จากส์ รุสโซ ทั้งหมดนี้ต่างได้พัฒนาทฤษฎีของรัฐบาลที่ซึ่งคณะหรือแม้กระทั่งสมาชิกทั้งหมดของสังคมเป็นผู้ปกครองรัฐ นักคิดดังกล่าวมานี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการปฏิวัติในฝรั่งเศสและอเมริกาและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

จอห์น ล็อค: ประชาธิปไตยบนความไม่เท่าเทียม

จอห์น ล็อค (1632-1704) เขาถือกำเนิดมาก่อนการเกิดขึ้นของสงครามการเมืองในประเทศอังกฤษไม่นานนัก ล็อคเรียนวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ดและเป็นศาสตราจารย์สอนอยู่ที่นั่นด้วย เขาอยู่เคียงกับข้างรัฐสภาโปรแตสแตนท์ในการต่อสู้กับกษัตริย์โรมันคาทอลิก พระเจ้าเจมส์ที่ 2 ในการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ในปี 1685 เหตุการณ์นี้บั่นทอนอำนาจของกษัตริย์และทำให้รัฐสภาเป็นองค์กรหลักในการปกครองประเทศอังกฤษโดยถาวรตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ในปี 1690 ล็อคตีพิมพ์หนังสือ “two treatises of government” โดยทั่วไปแล้ว เขาเห็นด้วยกับฮ็อบส์ในเรื่องความโหดร้ายของสังคมรัฐธรรมชาติที่ซึ่งต้องการสัญญาประชาคมเพื่อยังไว้ซึ่งสันติสุข แต่เขาไม่เห็นด้วยกับฮ็อบส์ในประเด็นหลักสองข้อ กล่าวคือ ข้อแรกล็อคยืนยันว่าสิทธิตามธรรมชาติอย่างเช่นสิทธิในชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สินนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วแม้ในสังคมรัฐธรรมชาติและเป็นสิ่งซึ่งไม่อาจพรากไปจากปัจเจกหรือเป็นสิ่งที่ซึ่งปัจเจกชนจะมอบให้แก่ผู้ใดได้ สิทธิทั้งหลายเหล่านี้มิอาจโอนแก่กันได้ (inalienable) (เป็นไปไม่ได้ที่จะสละแก่ผู้ใด) ข้อที่สอง ล็อคไม่เห็นด้วยกับฮ็อบส์ในเรื่องสัญญาประชาคม สำหรับเขาแล้วสัญญาประชาคมนั้นหาใช่เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างประชาชนด้วยกันไม่ แต่เป็นข้อตกลงระหว่างพวกเขากับรัฏฐาธิปัตย์ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กษัตริย์”

ผลสืบเนื่องจากความคิดของล็อค สิทธิตามธรรมชาติของปัจเจกชนจึงเป็นสิ่งจำกัดอำนาจขององค์กษัตริย์ พระองค์หาได้ทรงอำนาจอันสัมบูรณ์ดังเช่นที่ฮ็อบส์กล่าวไม่ แต่พระองค์ทรงใช้อำนาจเพียงเพื่อบังคับให้เป็นไปและพิทักษ์ไว้ซึ่งสิทธิตามธรรมชาติของพสกนิกรและหากว่ารัฏฐาธิปัตย์ละเมิดต่อสิทธิเหล่านี้สัญญาประชาคมย่อมยกเลิกไปและประชาชนก็ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะปฏิวัติและจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ได้ ไม่ถึงหนึ่งร้อยปีหลังจากล็อคประพันธ์งานเขียนชิ้นนี้ โธมัส เจฟเฟอร์สันนำทฤษฎีของเขาไปใช้ในการเขียน “คำประกาศอิสรภาพ” (Declaration of independence)ในการประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกาจากประเทศอังกฤษ

แม้ว่าล็อคจะประกาศยืนยันชัดแจ้งถึงเสรีภาพในการคิด การพูด และการนับถือศาสนา แต่เขาเชื่อว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นสิทธิตามธรรมชาติที่สำคัญที่สุด เขาประกาศว่าเจ้าของย่อมกระทำสิ่งใดก็ได้ที่เขาต้องการต่อทรัพย์สินของตนตราบที่ไม่เป็นการรบกวนสิทธิ์ของผู้อื่น ล็อคชื่นชมการปกครองโดยผู้แทนราษฎรอย่างเช่นรัฐสภาของอังกฤษซึ่งประกอบไปด้วย สภาขุนนางที่สืบทอดทางสายโลหิตและสภาสามัญที่ได้มาโดยการเลือกตั้ง แต่เขาต้องการให้ผู้แทนราษฎรประกอบไปด้วยกลุ่มเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองเฉพาะแต่ผู้ชายที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเท่านั้นจึงมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ ล็อคต่อต้านการยินยอมให้กลุ่มผู้ยากไร้เข้ามามีส่วนร่วมในรัฐบาลเพราะเขาเชื่อว่าคนเหล่านั้นไม่คู่ควร

ในส่วนอำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐนั้นล็อคกล่าวว่าต้องอยู่กับฝ่ายนิติบัญญัติผู้ทำหน้าที่ออกกฎหมาย เฉกเช่นรัฐสภาของประเทศอังกฤษ ฝ่ายบริหาร(นายกรัฐมนตรี)และศาลเป็นได้เพียงแค่สถาบันซึ่งถูกสร้างโดยและอยู่ใต้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น

มองเตสกิเออร์: ประชาธิปไตยแบบถ่วงดุลอำนาจ

ขณะที่ชาลส์ มองเตสกิเออร์ (1689-1755) กำเนิดนั้น ประเทศฝรั่งเศสถูกปกครองโดยกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราช (พระเจ้าหลุยส์ที่ 14) มองเตสกิเออร์ถือกำเนิดมาในครอบครัวขุนนางและได้รับการศึกษาทางด้านกฎหมาย เขาเดินทางซอกแซกไปทั่วทวีปยุโรปรวมถึงเกาะอังกฤษด้วย ที่ซึ่งเขาได้ศึกษาถึงระบบรัฐสภา ในปี 1722 เขาแต่งหนังสือถากถางการปกครองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และทฤษฎีของศาสนจักรโรมันคาทอลิก มองเตสกิเออร์ตีพิมพ์ผลงานอันยิ่งใหญ่ของเขา “วิญญาณแห่งกฎหมาย” (the spirit of law) ในปี 1748 แตกต่างจากฮ็อบส์และล็อค มองเตสกิเออร์เชื่อว่าในสังคมรัฐธรรมชาตินั้นปัจเจกชนต่างเต็มไปด้วยความกลัว พวกเขาต้องการที่จะหลีกหนีความรุนแรงและสงคราม ความต้องการอาหารต่างหากเล่าคือสิ่งซึ่งดลให้มนุษย์ที่ขลาดเขลาเข้ามาสมาคมกับผู้อื่นและแสวงหาทางรอดอยู่ในสังคม และในทันทีทันใดที่มนุษย์เข้าสู่สังคมรัฐแล้วเขาก็สูญเสียซึ่งสำนึกแห่งความกลัว ความเท่าเทียมกันสิ้นสุดลง และเกิดการเริ่มต้นซึ่งรัฐแห่งสงคราม

มองเตสกิเออร์ไม่ได้อธิบายถึงสัญญาประชาคมเช่นเดียวกับฮ็อบส์และล็อค หากแต่เขากล่าวว่ารัฐแห่งสงครามความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนด้วยกันและรัฐนำมาซึ่งกฎหมายของมนุษย์และรัฐบาล มองเตสกิเออร์เขียนว่าจุดประสงค์หลักของรัฐบาลคือรักษาไว้ซึ่งกฎหมายและออกคำสั่งเพื่อสนับสนุนเสรีภาพทางการเมืองและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของปัจเจกชน มองเตสกิเออร์ต่อต้านระบบสมบูรณาญาสิทธิราชในบ้านเกิดของเขาและชื่นชมระบอบการปกครองของอังกฤษว่าเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามมองเตสกิเออร์สำคัญผิดไปในเรื่องการอำนาจรัฐของประเทศอังกฤษ เมื่อเขาเขียนหนังสือวิญญาณแห่งกฎหมาย อำนาจรัฐค่อนข้างหนักไปทางอยู่กับรัฐสภาซึ่งมีหน้าที่นิติบัญญัติ ซึ่งมองเตสกิเออร์คิดไปว่าเขาพบการแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลอังกฤษแล้ว

มองเตสกิเออร์มองกษัตริย์อังกฤษว่าเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารและถูกถ่วงดุลโดยรัฐสภาซึ่งทำหน้าที่นิติบัญญัติและอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีถูกแยกออกต่างหากเพื่อตรวจสอบและป้องกันแต่ละองค์กรไม่ให้มีอำนาจมากเกินไป เขาเชื่อว่าการรวมไว้ซึ่งอำนาจเหล่านี้ อย่างเช่น ระบอบการปกครองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จะนำไปสู่ระบบเผด็จการในที่สุด แม้ว่าทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจของมองเตสกิเออร์จะไม่ได้ถูกต้องตรงกับการปกครองที่แท้จริงของประเทศอังกฤษตามที่เขาเข้าใจนัก ต่อมาในภายหลังประเทศอเมริกาก็ใช้ทฤษฎีดังกล่าวเป็นหลักในการสถาปนารัฐธรรมนูญของตน

รุสโซ ประชาธิปไตยแบบสุดโต่ง

จัง-จากส์ รุสโซ (1712-1778) เขาเกิดในเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ สถานที่ซึ่งพลเมืองชายที่เป็นผู้ใหญ่แล้วสามารถลงคะแนนเสียงเลือกผู้แทนมาบริหารบ้านเมืองได้ รุสโซออกเดินทางไปทั่วทั้งในฝรั่งเศสและอิตาลีเพื่อการศึกษาหาความรู้

ในปี 1751 เขาได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันประกวดเรียงความ มุมมองใหม่ของเขาที่ว่า มนุษย์นั้นเป็นคนดีโดยธรรมชาติแต่ถูกบิดเบือนโดยสังคมนั้นทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังในแหล่งสมาคมของชาวฝรั่งเศส ที่ซึ่งศิลปิน นักวิทยาศาสตร์และนักเขียนต่างถกเถียงแนวความคิดอันแปลกใหม่นี้ ไม่กี่ปีต่อมาเขาได้ตีพิมพ์เรียงความอีกชิ้นหนึ่งที่ซึ่งเขาอธิบายถึงการดำรงชีวิตในสังคมรัฐธรรมชาติว่าเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์มีอิสระเท่าเทียม มีสันติและเปี่ยมสุข แต่เมื่อผู้คนเริ่มอ้างกรรมสิทธิ์ของตนเหนือทรัพย์สิน ก็บังเกิดความไม่เท่าเทียม การฆาตกรรมและสงครามขึ้น

ตามทฤษฎีของรุสโซ คนรวยต่างฉกฉวยเอาที่ดินซึ่งเป็นของส่วนรวมและฉ้อฉลชนชั้นสามัญให้ยอมรับพวกเขาในฐานะผู้ปกครอง รุสโซเชื่อว่าสัญญาประชาคมไม่ใช่ข้อตกลงซึ่งเกิดขึ้นจากวัตถุประสงค์เช่นที่ฮ็อบส์, ล็อค และมองเตสกิเออร์คิด หากแต่เกิดขึ้นโดยกลฉ้อฉลของคนรวยที่มีต่อประชาชนโดยส่วนรวม

ในปี 1762 รุสโซได้ตีพิมพ์ผลงานทฤษฎีการเมืองชิ้นสำคัญที่สุดของเขา “สัญญาประชาคม” ข้อความแรกของหนังสือยังคงดังกึกก้องอยู่จนทุกวันนี้ “มนุษย์นั้นเกิดมามีเสรีแต่เขาถูกพันธนาการอยุ่ทุกหนแห่ง” รุสโซเห็นด้วยกับล็อคในข้อที่ว่ามนุษย์ไม่สามารถมอบซึ่งสิทธิ์ตามธรรมชาติของเขาให้แก่กษัตริย์ได้

ในเรื่องปัญหาในสังคมรัฐธรรมชาตินั้น ได้แก่การค้นหาหนทางที่จะพิทักษ์รักษาซึ่งชีวิต เสรีภาพและทรัพย์สินของทุกคนไว้ในขณะที่ทุกคนยังคงมีเสรี วิธีแก้ปัญหาของรุสโซก็คือ ประชาชนเข้าร่วมเป็นสัญญาประชาคม พวกเขาจะสละซึ่งสิทธิแต่มิใช่เพื่อมอบให้แก่บุคคลใดคนหนึ่ง (เช่นกษัตริย์) แต่เป็นการสละให้แก่สังคมโดยส่วนรวม รุสโซจึงขนานนามประชาชนว่า “รัฏฐาธิปัตย์” (ซึ่งคำเดียวกันนี้ฮ็อบส์ใช้เรียกกษัตริย์) จากนั้นประชาชนก็บริหารเจตจำนงค์ร่วมของพวกเขาโดยการสถาปนากฎหมายขึ้นเพื่ออำนวยซึ่งสาธารณะประโยชน์ทั้งหลาย รุสโซยืนยันว่าเจตน์จำนงร่วมของประชาชนนั้นไม่สามารถกำหนดได้โดยตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง เขามีความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยโดยตรง ที่ซึ่งทุกคนลงคะแนนเสียงเพื่อแสดงออกซึ่งเจตน์จำนงร่วมและเพื่อการบัญญัติกฎหมาย รุสโซมีความคิดในระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมสำหรับสังคมเล็กๆของนครรัฐ (city-stage) เช่น เมืองเจนีวา บ้านเกิดของเขา

ในระบอบประชาธิปไตยตามความคิดของรุสโซนั้น ใครก็ตามที่ฝ่าฝืนต่อเจตน์จำนงร่วมของประชาชนต้องถูกบังคับให้เป็นอิสระจากรัฐ เขาเชื่อว่าประชาชนจะต้องเชื่อฟังและถูกบังคับตามกฎหมายตราบเท่าที่เขายังเป็นประชากรของรัฐเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รุสโซเรียกว่า รัฐพลเรือน (civil-stage) ที่ซึ่งความปลอดภัย ความยุติธรรม เสรีภาพและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถูกพิทักษ์ไว้สำหรับประชาชนทั้งมวล

นอกจากนี้อำนาจรัฐทั้งหลายนั้นจะต้องมีอยู่ในประชาชนและจะถูกใช้เพื่อขับเคลื่อนเจตน์จำนงร่วมของพวกเขา ตามทฤษฎีของรุสโซไม่สามารถมีการแบ่งแยกซึ่งอำนาจทั้งหลายเหล่านั้นได้ดังเช่นที่มองเตสกิเออร์กล่าว และเมื่อประชาชนทั้งหลายมาชุมนุมกันเจตน์จำนงของแต่ละคนเกี่ยวแก่กฎหมายนั้นจะได้รับการถกเถียงจนนำไปสู่การลงคะแนนเสียงข้างมากซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงเจตน์จำนงค์ร่วมในที่สุด ทฤษฎีเจตน์จำนงร่วมของรุสโซนี้เองต่อมาภายหลังถูกทำให้ปรากฏเป็นรูปธรรมในข้อความ “เรา ประชาชน …” ในตอนต้นของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา แต่กระนั้นความคิดของรุสโซก็ยังคงคลุมเครืออยู่ในประเด็นที่ว่า ระบอบประชาธิปไตยโดยตรงของเขาจะมีกลไกเช่นใดในการที่จะปฏิบัติได้จริง การมีรัฐบาลชนิดที่รับคำสั่งจากเจตน์จำนงค์ร่วมซึ่งก็จะต้องประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ที่ต้องรับคำสั่งจากประชาชนทั้งหมดโดยตรง

นอกจากนี้รุสโซยังเชื่อว่าศาสนานั้นเป็นตัวการแบ่งแยกและทำให้รัฐอ่อนแอลง เขากล่าวว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะอยู่อย่างสันติกับประชาชนที่คุณคิดว่าเขาเป็นคนเลว รุสโซชื่นชมใน “ศาสนาประชาชน” ซึ่งยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้าแต่ให้ความสำคัญในการเคารพต่อสัญญาประชาคมเป็นหลัก

ตัวรุสโซเองก็ระลึกเสมอว่าระบอบประชาธิปไตยในทัศนะของเขานั้นยากที่จะคงอยู่ได้ เขากล่าวเตือนไว้ว่า “เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนพูดว่าสังคมรัฐไม่ได้มีความสำคัญต่อพวกเขาแต่อย่างใดอีกต่อไปการล่มสลายของรัฐก็มาถึงเมื่อนั้น”

เชิงอรรถ

[1] แปลจากบทความเรื่อง “Hobbes, Locke, Montesquieu, and Rousseau on Government” ที่มา http://www.crf-usa.org/bill-of-rights-in-action/bria-20-2-c-hobbes-locke-montesquieu-and-rousseau-on-government.html

 

 

11/13/12

จะขอดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องหรือนับแต่วันถัดจากวันฟ้องดี

การฟ้องคดีต่อศาลนั้นมีวิธีปฏิบัติระบุไว้ค่อนข้างมาก และหากทนายความหลงลืมจะด้วยจงใจหรือไม่นั่นคือความเสียหายอันมหาศาล ปัญหาสำคัญเรื่องหนึ่งที่จะหยิบยกว่ากล่าวในวันนี้ก็คือ การขอค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยในอนาคต พูดง่ายๆเวลาเราไปฟ้องคดีที่ศาลไม่ใช่ว่าจำเลยจะหอบเงินมาจ่ายให้เราง่ายๆ ต้องมีกระบวนการพิจารณาคดีที่ยืดยาว กฎหมายจึงกำหนดเกี่ยวกับค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยในอนาคต(ระหว่างดำเนินการพิจารณา)ไว้ ค่าเสียหายในอนาคตจะขออย่างไรถึงจะถูกต้องลองมาดูกัน

ค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ก่อนมายื่นคำฟ้องต่อศาลและโจทก์ก็ประสงค์จะได้เงินจำนวนนี้ด้วย(ในการพิจารณาคดีของไทยนั้น ศาลไม่มีอำนาจพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าที่โจทก์มีคำขอแม้ว่าความจริงจะปรากฎว่าโจทก์จะเสียหายมากกว่าที่ขอมาก็ตาม) ค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยในลักษณะทำนองนี้ศาลสามารถพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนวันยื่นฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์จนหมดได้ แล้วในกรณีเช่นนี้โจทก์จะบรรยายฟ้องทำนองว่าขอให้ศาลพิพากษาให้ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินนับแต่วันที่โจทก์เสียหายยาวไปจนถึงวันที่ชำระเสร็จได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ เพราะดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนยื่นคำฟ้องนั้นเป้นส่วนหนึ่งของทุนทรัพย์ในคดีที่ต้องหาตัวเลขเป็นที่ยุติมาให้เจ้าหน้าที่ศาลคิดค่าธรรมเนียมศาล(ค่าขึ้นศาล)

ในอีกกรณีคือโจทก์ไม่ต้องการจะเรียกค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนยื่นคำฟ้องต่อศาลจนกว่าจำเลยจะใช้หนี้หมด คือรวยแล้วที่ผ่านมาไม่อยากได้ ก็เลยขอดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ซึ่งในกรณีนี้ก็ทำได้ และเป็นที่นิยมพอสมควรสำหรับผู้ที่อยากจะประหยัดค่าธรรมเนียมศาลเพราะในแบบแรกคิดค่าธรรมเนียมศาลเป็นร้อยละของจำนวนทุนทรัพย์ทั้งหมด ส่วนในกรณีนี้แม้ว่าดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายในอนาคต(ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยื่นคำฟ้องเป็นต้นไป)จะมากมายมหาศาลเท่าใดก็เสียค่าขึ้นศาลในอนาคตเพียงอัตราเดียวคือ ๑๐๐ บาทถ้วน

ปัญหาต่อมาคือ  ดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายนั้นจะขอนับแต่วันฟ้องหรือนับแต่วันถัดจากวันฟ้องดี ปัญหากรณีนี้เกิดขึ้นได้เฉพาะกรณีที่มีคำขอดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่เวลาก่อนยื่นคำฟ้องและก็จะขอไปถึงในอนาคตด้วย เพราะหากใช้คำว่า “คำนวนดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง” เป็นการขอดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนยื่นคำฟ้อง และใช้คำว่า “นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป” สำหรับดอกเบี้ยในอนาคต ก็จะมีปัญหาว่าในวันยื่นฟ้องวันเดียวกันนั้นโจทก์ได้กำไรคิดดอกเบี้ยทับกันวันเดียวสองต่อ ทางปฏิบัติทนายความจึงมักจะใช้ข้อความว่า “นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป” เพื่อกันปัญหาความทับซ้อนดังกล่าว แต่แท้จริงแล้วจำเป็นหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่จำเป็น” เพราะศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๙๐๗/๒๕๔๐ วินิจฉัยว่า ” การคำนวนนับระยะเวลาในการคิดดอกเบี้ยนั้นอยู่ในบังคับของหลักทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓ วรรคสอง ซึ่งกำหนดมิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลารวมคำนวนเข้าด้วย จึงเริ่มนับหนึ่งในวันรุ่งขึ้น โดยไม่นับวันฟ้องรวมคำนวนเข้าอยู่แล้วไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ถ้อยคำเฉพาะเจาะจงว่าให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องแต่อย่างใด” สรุปก็คือ ศาลมองว่าการคิดดอกเบี้ยในอนาคตที่เกิดตั้งแต่วันยื่นคำฟ้องเป็นต้นไปจะใช้คำว่า “นับแต่วันฟ้อง” หรือ “นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง” ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะไม่ทำให้มีผลเป็นการคิดดอกเบี้ยทับกันสองครั้งในวันเดียวแต่อย่างใด

11/12/12

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ครองอำนาจในสภาไรซ์สทักได้อย่างไรทั้งที่ไม่เคยชนะเลือกตั้งเลย ?

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ หากจะว่ากันไปตามเนื้อผ้าแล้ว ก็อาจจะกล่าวได้ว่าไม่มีสาระอื่นใดเลยนอกจากความรุนแรงและวาทะศิลป์ แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าเพียงสองอย่างนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ฮิตเลอร์ขึ้นเป็นที่หนึ่งในเยอรมันและนำมาซึ่งความหายนะของมนุษยชาติที่จารึกอยู่ในจิตใจชาวโลกจนปัจจุบัน

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ อดีตช่างทาสีบ้านและทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่ ๑  ตลอดชีวิตช่วงแรกของเต็มไปด้วยความพยายามที่จะรังสรรค์งานศิลป์ให้โลกเชยชม แต่ด้วยโชคชะตาอาภัพหรือฝีมือไม่เข้าขั้นก็ไม่อาจทราบได้ เขาจึงเป็นได้แค่ช่างทาสีบ้านและได้เข้าเป็นทหารรับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่ ๑  ต่อมาในปี ค.ศ.๑๙๑๙ ช่างทาสีบ้านอดีตทหารผ่านศึกคนนี้เข้าร่วมกับพรรคกรรมกรเยอรมันก่อนจะได้เป็นหัวหน้าพรรคนาซีใน ค.ศ. ๑๙๒๑  ฮิตเลอร์ถูกชักชวนจากนายพลเยรมันนอกราชการคนหนึ่งชื่อ เอริค ฟอน ลูเดนดอรฟ ให้ร่วมกันทำรัฐประหารเพื่อโค้นล้มรัฐบาลบาวาเรีย ในปี ค.ศ. ๑๙๒๓  แต่การปฏิวัติไม่ประสบผลสำเร็จทำให้ ฮิตเลอร์ ถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา ๕ ปี [1]

ภายหลังจากฮิตเลอร์พ้นโทษในปี ค.ศ. ๑๙๒๔ เขาหวนสู่วงการเมืองอีกครั้ง  ความเชื่อของชาวเยอรมันที่ว่าประเทศของตนถูกนักการเมืองเชื้อสายยิวหักหลังในการทำสนธิสัญญาเเวร์ซายล์  ซึ่งเป็นปมด้อยของชาวเยอรมันจากการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ ๑  ถูกฮิตเลอร์ขุดขึ้นมาชำแหละออกเป็นนโยบายทางการเมืองอันแสนแปลกประหลาดและรุนแรง  เมื่อประกอบเข้ากับวาทะศิลป์ของฮิตเลอร์ก็ประสบผลในการชักนำจิตใจของชาวเยอรมันอนุรักษ์นิยมบางส่วนให้คล้อยตามได้แต่ทว่ายังไม่เพียงพอที่จะให้เขาจัดตั้งรัฐบาล โดยในปี ค.ศ. ๑๙๒๘ พรรคนาซีได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งเพียง ๒.๘ % ของจำนวนที่นั่งในสภาไรซ์สทัก (ผลสืบเนื่องจากระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนของประเทศเยอรมันในสมัยรัฐธรรมนูญไวมาร์ ที่ ส.ส.จะมาจากรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองเสนอตามสัดส่วนของคะแนนเสียงที่ประชาชนทั้งประเทศลงคะแนนให้กับพรรค  ระบบการเลือกตั้งประเภทนี้มีข้อดีก็คือเราสามารถทราบสภาพสังคมเยอรมันผ่านความนิยมในพรรคการเมืองจากคะแนนเสียงแบบสัดส่วนได้ แต่ข้อเสียคือทำให้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยเต็มไปหมด ซึ่งพรรคนาซีเป็นหนึ่งในนั้น)

แต่โอกาสในการก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำสุงสุดของ ฮิตเลอร์ มาถึงในปี ค.ศ. ๑๙๒๙ ภายหลังเกิดวิกฤติทางการเงินขึ้นในตลาดหุ้นวอลสตรีท  ประเทศเยอรมันที่รายได้หลักมาจากอุตสาหกรรม โดยมีเงินหมุนเวียนจากการลงทุนของชาวอเมริกันอยู่เป็นจำนวนมากพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ในช่วงนี้สังคมเยอรมันประสบภาวะวิกฤตอย่างหนัก ด้วยค่าเงินที่ทรุดตัวทำให้เงินสดจำนวน ๕๐,๐๐๐ มาร์คไม่พอที่จะซื้ออาหารแม้แต่เพียงมื้อเดียว  ประกอบกับการเกิดขึ้นของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ผสมกับความกลัวที่ฝังอยู่ในจิิตใจส่วนลึกของชาวเยอรมันโดยเฉพาะนักการเมืองที่มีฐานอำนาจจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมว่าจะถูกโค่นล้มเช่นเดียวกับการปฏิวัติบอลเชวิค  ทำให้พรรคนาซีกลายสภาพมาเป็นพรรคทางเลือกของทั้งประชาชนและนักการเมืองด้วยกันเอง ด้วยประชาชนคาดหวังว่าพรรคนาซีจะสามารถบูรณะประเทศได้ดีกว่านักการเมืองพรรคอื่นตามวาทะกรรมของฮิตเลอร์ ส่วนพรรคการเมืองหัวอนุรักษ์มองว่านโยบายสุดโต่งและความรุนแรงของพรรคนาซีอาจเป็นเครื่องมือในกำจัดพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามโดยเฉพาะพรรคคอมมิวนิสต์ได้ คะแนนเสียงของพรรคนาซีจึงพุ่งขึ้นเป็น ๑๘ %  ในการเลือกตั้งปี ค.ศ. ๑๙๓๐ จากสัดส่วนคะแนนเสียงของพรรคนาซีดังกล่าวทำให้เราเห็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชาชนชาวเยอรมันขวาตกขอบจาก ๒.๘ %  ขึ้นเป็น ๑๘ % ในเวลาเพียงสองปี และการที่พรรคการเมืองหัวรุนแรงและขาดผลงานเชิงสร้างสรรค์อย่างเช่นพรรคนาซีได้รับความนิยมจากประชาชนเยอรมันเพิ่มขึ้นมากขนาดนี้ทำให้ทราบถึงสภาพสังคมเยอรมันในขณะนั้นว่าอยู่ในขั้นวิกฤตเพียงใด

ต่อมาเยอรมันมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี ค.ศ.๑๙๓๒ แม้ฮิตเลอร์จะพ่ายแพ้ให้แก่ พอล วอน ฮินเดนเบิร์ก  แต่การเลือกตั้ง ส.ส. ในปีเดียวกัน พรรคนาซีได้คะเเนนเสียงเพิ่มขึ้นเป็น ๓๗.๓% ของที่นั่งในสภาไรซ์สทัก แต่ไม่ปรากฏพรรคการเมืองใดแสดงความจำนงที่จะร่วมกันตั้งรัฐบาลกับฮิตเลอร์ จนกระทั่งการเลือกตั้งครั้งที่ ๒ ในปีเดียวกันนั้นเองพรรคนาซีได้รับคะแนนเสียง ๓๓% และได้ร่วมกับพรรค DNVP ทำให้ได้คะแนนเสียงเพิ่มเป็น ๔๑%  ของที่นั่งทั้งหมดในสภาไรซ์สทักซึ่งก็ยังไม่เพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ การขาดรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพทำให้นักการเมืองทรงอิทธิพลสองคนคือ ฟรันซ์ ฟอน พาเพน และอัลเฟรด ฮูเกนแบร์ก ตลอดจนนักอุตสาหกรรมและนักธุรกิจหลายคน เขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีฮินเดนเบิร์กกดดันให้เขาแต่งตั้งฮิตเลอร์เป็นหัวหน้ารัฐบาล[2] โดยนักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์เชื่อว่าฮิตเลอร์จะเป็นเสมือนหุ่นเชิดของตน แต่ต้องกลับตาลปัตรในเมื่อหุ่นเชิดตัวนี้แสบกว่าที่พวกเขาคิด

วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๓๓  อาคารรัฐสภาไรช์สทักถูกวางเพลิง และมารีนัส ฟาน เดอร์ ลูบเบ สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ถูกพบตัวในอาคารที่เพลิงกำลังลุกไหม้อยู่จึงทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ และโดยที่รัฐธรรมนูญไวมาร์ให้อำนาจประธานาธิบดีออกกฤษฎีกาใช้บังคับอย่างเช่นกฎหมายได้ ฮิตเลอร์จึงกดดันให้ประธานาธิบดี ฮินเดนเบอร์ก ตรากฤษฎีกาเพลิงไหม้ไรซ์สทักเพื่อให้อำนาจแก่รัฐบาลในการปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งมีสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศเยอรมันถูกจับกุมโดยอำนาจตามกฤษฎีกาดังกล่าวร่วม ๔,๐๐๐ คน  และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจเด็ดขาดในรัฐสภาในปีถัดมาฮิตเลอร์ได้นำ “รัฐบัญญัติมอบอำนาจ” ที่ให้อำนาจนิติบัญญัติแก่คณะรัฐมนตรีอย่างเต็มที่เป็นเวลา ๔ ปีเข้าสู่สภาเพื่อขอความเห็นชอบ แต่การจะผ่านรัฐบัญญัติได้ต้องใช้เสียงข้างมากจำนวน ๒ ใน ๓  และเนื่องจากฮิตเลอร์ไม่ได้ครองเสียงข้างมากในสภา กฤษฎีกาเพลิงไหม้ไรซ์สทักจึงถูกงัดขึ้นมาใช้อีกครั้งเพื่อป้องกันการเข้าร่วมประชุมของ ส.ส.พรรคสังคมประชาธิปไตยหลายคน ท้ายที่สุดรัฐบัญญัติมอบอำนาจผ่านด้วยเสียง ๔๔๑ ต่อ ๘๔ จึงอาจกล่าวได้ว่า “กฤษฎีกาเพลิงไหม้ไรซ์สทัก” และ “รัฐบัญญัติมอบอำนาจ” เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักการเมืองที่ไม่เคยได้ครองเสียงข้างมากในสภาเลยอย่างเช่นอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ขึ้นกุมอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศโดยชอบธรรมและนำไปสู่ภาวะเผด็จการโดยสมบูรณ์ด้วยกลยุทธ “เหตุใดจะต้องครองเสียงข้างมากในสภาในเมื่อเราทำให้สภาเล็กลงได้” ??!!

เชิงอรรถ

[1] หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช,  (๒๕๑๗),  ยิว,  น.๒๖๔.

[2] http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%9F_%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C

11/11/12

การกระทำทางรัฐบาล (acte de gouvernement) และผลกระทบต่อหลักนิติรัฐ

การกระทำทางรัฐบาล (acte de gouvernement) ได้แก่การกระทำใดๆโดยรัฐบาลหรือประมุขแห่งรัฐ ที่มีลักษณะเป็นการกระทำทางรัฐบาลโดยแท้ แน่นอนที่เงื่อนไขข้อแรกที่จะชี้ขาดว่าการกระทำใดเป็นการกระทำทางรัฐบาลหรือไม่อยู่ที่ตัวผู้กระทำนั้นต้องเป็น “รัฐบาล”เสียก่อน ปัญหาที่พบบ่อยในประเทศไทยก็คือนายกรัฐมนตรีเป็นรัฐบาลหรือไม่ ในเรื่องนี้ต้องตอบว่า “ไม่เป็น” เหตุผลก็คือ นายกรัฐมนตรีโดยลำพังตนแล้วเป็นเพียงรัฐมนตรีคนหนึ่งและมีหน่วยงานทางปกครองอยู่ในความดูแลของตนเองเช่นเดียวกับรัฐมนตรีคนอื่นๆในรัฐบาล ถ้าจะถามต่อไปว่าเช่นนั้นแล้วใครกันเล่าที่จะเป็นรัฐบาลได้  คำตอบคือ “คณะรัฐมนตรี” เพราะรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยมีลักษณะเป็นองค์กรกลุ่ม และถึงแม้ว่าโดยความเป็นจริงแล้วนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดที่ย่อมส่งผลต่อทิศทางในการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีก็ตาม แต่นั่นก็เป็นข้อเท็จจริงในทางการเมืองที่เป็นอีกเรื่องหนึ่งและแน่นอนว่าไม่ส่งผลกระทบต่อรูปแบบของรัฐบาลหรือทำให้นายกรัฐมนตรีกลายสภาพไปเป็นรัฐบาลได้

เงื่อนไขประการถัดมา การกระทำนั้นต้องมีลักษณะในทางเนื้อหาที่เป็นการกระทำทางรัฐบาลโดยแท้ ได้แก่
1.การกระทำที่รัฐบาลทำต่อรัฐสภา อาทิ การเสนอหรือไม่เสนอร่างกฎหมายต่อสภา การเปิดหรือปิดสมัยประชุม หรือการยุบสภา
2.การกระทำที่รัฐบาลทำต่อต่างประเทศ อาทิ การประกาศสงคราม การทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ การสถาปนาหรือตัดความสัมพันธ์ุทางการฑูต
(ข้อสังเกตุ:เป็นการกระทำมีลักษณะเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์มาแต่เดิม ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ.1642 พระเจ้าชาลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษทรงยุบสภาสามัญ) ซึ่งการกระทำทางรัฐบาล 2 ประการดังกล่าวข้างต้นนั้นมิใช่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการกระทำทางรัฐบาลเท่านั้นหากแต่คือทั้งหมด นั่นหมายความว่าการกระทำใดๆนอกไปจาก 2 ประการที่กล่าวมานี้ไม่อาจมีคุณสมบัติในทางเนื้อหาที่จะเป็นการกระทำทางรัฐบาลได้ ( ศาลอังกฤษเคยวินิจฉัยว่า การที่ดยุคแห่งยอร์คฟ้องคดีต่อศาลเพื่ออ้างสิทธิเหนือราชบัลลังค์นั้นเป็นปัญหาการเมือง (political question) ที่ศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัย ( The Duke of Yorke’s Claim to the Crown, 5 Rotuli Par 375, 1460 A.D.)

ผลของการกระทำทางรัฐบาลที่กระทบต่อหลักนิติรัฐ

ปัญหาลักษณะนี้เกิดมีขึ้นเนื่องจากการใช้อำนาจบริหารของรัฐบาลนั้นย่อมรวมทั้งการกระทำทางรัฐบาล (acte de gouvernement) และการกระทำทางปกครอง (acte de l’administration) เข้าไว้ด้วยกัน การจะจำแนกการกระทำทั้งสองประเภทออกจากกันค่อนข้างจะกระทำได้ยากและนำมาซึ่งการสับสนอยู่เสมอ เพราะการพิจารณาองค์ประกอบแต่เพียงด้านองค์กรที่มีการกระทำอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ หากแต่ต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบในด้านเนื้อหาของการกระทำประกอบด้วย

เนื้อหาของการกระทำที่ปัจจุบันมักถูกนำมาชี้วัดว่าเป็นการกระทำทางรัฐบาล (acte de gouvernement) หรือไม่นั้น ได้แก่ การกระทำนั้นมีลักษณะเชิง “นโยบาย”  ซึ่งหากพิจารณาดูให้ดีแล้วจะพบว่าการกำหนดหลักเกณฑ์เช่นนี้ก็ราวกับการกำหนดเงื่อนไขในการค้นหาช้างสักตัวในป่าว่า “สัตว์ในป่านี้ต้องมีหางเท่านั้นจึงจะเป็นช้างได้”  เพราะโดยลักษณะของสถาบันการเมืองโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล การกระทำใดๆขององค์กรจำพวกนี้คงไม่สามารถหลีกหนีคำว่า “นโยบาย” ไปได้

นอกจากนี้ยังมีคำกล่าวว่าการกระทำของฝ่ายบริหารนั้นจะเป็นการกระทำทางรัฐบาล (acte de gouvernement) หรือไม่ ให้พิจารณาจากองค์กรซึ่งเป็นผู้กระทำการว่าเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ  และอำนาจที่องค์กรนั้นนำมาอ้างอิงเป็นหลักในการกระทำนั้นๆเป็นอำนาจตามรัฐธรรมนูญหรือเป็นอำนาจตามกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติลงมา   ส่งผลให้การกระทำขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ  ทั้งในส่วนที่เป็นการกระทำโดยมิได้อาศัยอำนาจตามกฎหมายใดๆเลยและการกระทำที่อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญเอง  แต่ทว่ามิได้มีเนื้อหาเป็นการกระทำทางรัฐบาลโดยแท้ หลุดรอดการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายโดยทางศาลอันเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนและเป็นหลักสำคัญยิ่งประการหนึ่งของ”นิติรัฐ”ไปได้อย่างลอยนวล  โดยนักกฎหมายโยนภาระการตรวจสอบการกระทำอันก้ำกึ่งดังกล่าวนี้ให้แก่ “รัฐสภา” และ “สื่อมวลชน” ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจและการออกข่าวโจมตีการกระทำนั้นๆแทน  ซึ่งท่านผู้อ่านหากได้พิจารณาจากสภาพการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันโดยเฉพาะที่ระบบพรรคการเมืองถูกผูกขาดโดยนายทุนเช่นนี้แล้ว  เราคงไม่สามารถคาดหวังการตรวจสอบถ่วงดุลย์ใดๆจากองค์กรทั้งสองนี้ว่าจะสามารถเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนตามหลักนิติรัฐได้

ยังมีปัญหาที่น่าขบคิดอีกประการว่า  การกระทำของฝ่ายบริหารที่คาบลูกคาบดอกเช่นนั้น หากปล่อยให้ศาลสามารถตรวจสอบการกระทำในลักษณะดังกล่าวได้แล้วก็เท่ากับศาลทำตัวเป็นรัฐบาลเสียเองกระนั้นหรือ ??  คำตอบของปัญหานี้คือ “ไม่ใช่”  และหลายๆคนคงนึกว่าเหตุผลของคำตอบนี้ก็เพราะศาลไม่ใช่รัฐบาลเช่นนั้นหรือ? คำตอบก็คือ “ไม่ใช่” อีกนั่นแหละ  แต่คำตอบที่เหมาะสมสำหรับคำถามนี้ได้แก่  “เพราะศาลไม่มีอำนาจดำรินโยบายเอง”  อันเป็นผลจากอำนาจอันมากมายมหาศาลขององค์กรตุลาการ ทำให้การใช้อำนาจของศาลต้องเป็นไปในลักษณะตั้งรับ (negative) กล่าวคือ ศาลจะไปแสวงหาคดีมาพิจารณาพิพากษาเองไม่ได้  ตัวอย่างเช่น นาย ก. เป็นผู้พิพากษาศาลอาญา นาย ก. เดินไปตลาดเห็น นาย ข. แทง นาย ค. ตายต่อหน้าต่อตา นาย ก. จะจูงมือนาย ข. ไปศาลและพิพากษาว่านาย ข. มีความผิดฐานฆ่าคนตายไม่ได้เลย เพราะขณะนั้นยังไม่มีผู้นำคดีมา”กระทำ” ต่อเขาในฐานะศาล  ฉันใดก็ฉันนั้น  การที่ศาลไม่มีอำนาจดำรินโยบายและมีคำสั่งใดๆเกี่ยวกับการกระทำของฝ่ายบริหารได้เองเช่นนี้ การตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยทางศาลจึงเป็นได้เพียงแค่หลักประกันสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนตามหลักนิติรัฐเท่านั้น

11/10/12

นิติรัฐ: รัฐแห่งกฎหมาย !!??

นิติรัฐ (L’état de droit) ดูจะเป็นคำพูดที่คุ้นหูของคนในยุคนี้สมัยนี้ ส่วนหนึ่งคือได้รับการกล่าวอ้างอยู่ทั่วไปทั้งในแวดวงวิชาการ วงการเมืองทั้งระดับชาติระดับท้องถิ่น แม้กระทั่งในสภากาแฟ แต่ทว่าความหมายของศัพท์สั้นๆคำนี้สิมันคืออะไร “นิติรัฐ” และ “L’état de droit” หากแปลตามตัวอักษรแล้วก็คือ รัฐแห่งกฎหมาย พูดง่ายๆการบอกใครว่าประเทศไทยเป็น”นิติรัฐ”ก็คือเราจะบอกเขาว่่ารัฐนี้มีกฎหมายปกครองนะ ซึ่งก็เป็นการถูกแต่เพียงบางส่วนเล็กๆ เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะหากท่านผู้อ่านลองมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ของโลก เหตุโศกนาฏกรรมทั้งหลายในโลกนี้ เกิดขึ้นจากกฎหมายทั้งนั้น ตัวอย่างเช่น การสังหารหมู่ชาวยิวในเยอรมันนีและประเทศอื่นในยุโรประหว่างสงครามโลกครั้งที่2 ก็เป็นการปฏิบัติการตามกฎหมายของรัฐที่ตราขึ้นโดยถูกต้อง เพียงตัวอย่างนี้ก็อาจทำให้ผู้อ่านฉุกคิดว่า แล้วจริงๆ”นิติรัฐ”คืออะไรและควรมีลักษณะสำคัญเช่นใด
ไม่เป็นการผิด หากเราจะบอกว่า “นิติรัฐ” คือรัฐแห่งกฎหมาย เพราะตามรูปแบบของมันแล้วเป็นเช่นนั้น แต่สิ่งที่จะมาวัดกันให้เห็นว่าเป็น “นิติรัฐ” จริงๆหรือไม่อยู่ที่เนื้อหาของ “สิ่ง” ซึ่งจะนำมาพิจารณานั้นว่ามีความเป็น “นิติรัฐ” หรือไม่ สิ่งซึ่งเป็นเนื้อหาสาระสำคัญของหลัก “นิติรัฐ” คืออะไรนั้น แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถท่องจำองค์ประกอบของมันได้จนหมด เหมือนกับเราต้องการจะซื้อบ้านในฝันสักหลังเราคงไม่มานั่งท่องจำว่าบ้านประเภทนั้นจะต้องประกอบด้วยกระเบื้องจำนวนกี่แผ่น ปูนจำนวนกี่ถุง อิฐจำนวนกี่ก้อน แต่เราต้องดูที่หน้าตาของบ้านประกอบกับอรรถประโยชน์ใช้สอยของบ้านว่าถูกต้องตามความต้องการของเราหรือไม่ และเราไม่อาจรู้ได้เลยว่า “นิติรัฐ” หรือบ้านในฝันนั้นจะมีหน้าตาแบบใดถ้าเราไม่รู้ว่าจริงๆแล้วนั้นเราต้องการอะไร การที่เราตัดสินความเป็น”นิติรัฐ”เพียงเพราะว่ามันคือ”รัฐแห่งกฎหมาย”นั่นเป็นเพราะเราไม่รู้ว่าอรรถประโยชน์ที่ควรได้รับจาก”นิติรัฐ”คืออะไรนั่นเอง
คำว่า”นิติรัฐ” ถือกำเนิดขึ้นในยุคเรืองปัญญาของยุโรป (คริสต์ศตวรรษที่17-18) ยุคนี้นับเป็นยุคทองของนักปรัชญาในสำนักกฎหมายธรรมชาติ ความเชื่อในสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ถูกนำมาพรรณาในงานเขียนชิ้นสำคัญหลายชิ้น อันเป็นผลจากความบอบช้ำจากระบบศักดินาสวามิภักดิ์ในยุคกลางของยุโรป ความเชื่อที่ว่ามนุษย์เป็นเพียงทรัพย์สินของเจ้าของที่ดิน(landlord)เป็นอันพ้นสมัย และการใช้อำนาจของเจ้าผู้ปกครองนอกจากจะต้องอยู่ภายใต้หลักความเป็นธรรมบนพื้นฐานสิทธิตามธรรมชาติของมนุษย์ ยังต้องสามารถถูกตรวจสอบโดยทางศาลได้ด้วยเพื่อเป็นหลักประกันถึงสิทธิเสรีภาพดังกล่าว ภายหลังการมาถึงของนักปรัชญาสำนักปฏิฐานนิยมในคริสต์ศตวรรษที่19 ความเป็นจริงและสารัตถะของความยุติธรรมถูกปรับเปลี่ยนจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติไปเป็นความแน่นอนมั่นคงผ่านตัวอักษรในกฎหมาย ซึ่งส่งผลถึงหน้าตาของหลัก”นิติรัฐ”ในปัจจุบันที่เน้นรูปลักษณ์มากกว่าเนื้อหาของกฎหมายว่ามีศักยภาพในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนได้เพียงใด จวบจนกระทั่งผลร้ายของ”นิติรัฐ”(เชิงรูปแบบ)ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนต่อสายตาชาวโลกเมื่อพรรคนาซีเยอรมันใช้กฎหมายที่ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติโดยถูกต้องเป็นเครื่องมือทำลายล้างชีวิตชาวยิวผู้บริสุทธิ์หลายล้านคน สารัตถะของกฎหมายในส่วนที่สามารถรักษาสิทธิเสรีภาพและการให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพของปัจเจกซึ่งในที่นี้คือ “ความเป็นธรรม” ซึ่งแสดงออกผ่าน หลักการแบ่งแยกอำนาจ หลักการไม่มีผลย้อนหลังของกฎหมาย หลักความพอสมควรแก่เหตุที่ผู้ใช้อำนาจจะกระทำการเพื่อให้บรรลุผลตามกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงวิธีการนั้นมิอาจกระทำได้ และการปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ตลอดจนตัวบทกฎหมายนั้นๆย่อมสามารถถูกตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย(ชั้นสูงกว่า)ได้โดยศาลทุกเมื่อ(หลักความชอบด้วยกฎหมาย) อันเป็นเนื้อหาที่แท้จริงของ”นิติรัฐ”จึงอาจจะเรียกว่าได้รับการ”สำเหนียก”จากชาวโลกนับแต่นั้นเป็นต้นมา

11/10/12

รัฏฐาธิปัตย์คือใคร และคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์จะขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

คำถามแรกอันจะนำไปสู่คำถามอื่นๆในบทความนี้ รัฏฐาธิปัตย์คือใคร ?

คำว่ารัฏฐาธิปัตย์ (sovereign) ความหมายโดยตรงแปลว่า พระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดิน จากฐานะที่เป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์นั้นต้องมีลักษณะสัมบูรณ์ (absolute) มีอำนาจนั้นอยู่ในตนเอง รัฏฐาธิปัตย์จะทำการสิ่งใดไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมหรืออาศัยอ้างอิงว่าได้รับมอบอำนาจมาจากผู้ใดอีก ความสัมบูรณ์ของอำนาจนี้ส่งผลให้รัฏฐาธิปัตย์ออกคำสั่งใดๆเพื่อบังคับใช้แก่ไพร่ฟ้าในอาณาจักรของตนในโอกาสใดและเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ย่อมได้เป็นธรรมดา และโดยการที่รัฏฐาธิปัตย์มีอำนาจสูงที่สุดและสัมบูรณ์นี้เองหากผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งเช่นว่าของรัฏฐาธิปัตย์แล้วต้องได้รับการลงโทษ เพราะอำนาจในการลงโทษก็เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอันสูงสุดและสัมบูรณ์ของรัฏฐาธิปัตย์เช่นเดียวกัน เหตุทั้งสองนี้ส่งผลให้คำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ไม่ว่าจะมีชื่อเรียงเสียงไรมีผลเป็น”กฎหมาย”

ในประเทศไทยใครบ้างที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นอยากจะเรียนให้ทราบก่อนเบื้องต้นถึงคำว่ารัฏฐาธิปัตย์ที่ในสังคมไทยในปัจจุบันถูกนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ โดยนำไปปะปนกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งความเป็นจริงแล้วก็เป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันแต่ในสิ่งที่คล้ายคลึงกันนั้นมีความแตกต่าง และความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ “ความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย” รัฏฐาธิปัตย์ต่างจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ รัฐฏาธิปัตย์เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ผลของเหตุอันสำคัญนี้ทำให้รัฏฐาธิปัตย์ไม่ต้องตกอยู่ในบังคับของคำสั่งของตนเอง

ตัวอย่างของเรื่องความเป็นเจ้าของอำนาจอันมีลักษณะสูงสุดและสัมบูรณ์นี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ครั้งหนึ่งพระเจ้าอชาติศัตรูทรงทราบข่าวที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงปาฏิหารตามคำท้าของเหล่าเดียรถีย์  พระองค์จึงรีบเสด็จไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทุลทัดทานว่า “พระองค์ทรงเป็นบรมครูเคยมีสิกขาบทห้ามภิกษุสงฆ์มิให้กระทำหรือแสดงปาฏิหารย์แต่แล้วพระองค์กลับจะมากระทำเสียเองนั้นสมควรแล้วหรือ” ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถามพระเจ้าอชาติศัตรูกลับไปว่า “มหาบพิตรได้มีคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดมาเก็บผลไม้ในพระราชอุทยานของมหาบพิตรไปบริโภคมิใช่หรือ หากมีผู้ฝ่าฝืนจะเป็นเช่นใด” พระเจ้าอชาติศัตรูทูลตอบว่า “บุคคลใดฝ่าฝืนคำสั่งของโยมก็ต้องได้รับพระราชอาญา” สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถามพระเจ้าอชาติศัตรูกลับไปอีกว่า “ถ้าเช่นนั้นเมื่อมหาบพิตรเสวยผลไม้เหล่านั้นก็สมควรต้องพระราชอาญาสิ” พระเจ้าอชาติศัตรูทูลตอบว่า “โยมเก็บมาบริโภคได้ไม่เป็นโทษเพราะเป็นเจ้าของ” สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสต่อไปว่า “มหาบพิตรอย่าว่าแต่ในพระราชอุทยานเลย ตลอดอาณาจักรขององค์มหาบพิตรนั้นจะทรงประสงค์ไม้ผลในป่าพนาใดก็ย่อมได้หามีราชทัณฑ์ใดๆไม่ ฉันใดก็เหมือนด้วยอาตมาอันมีพุทธอาณาเขตแผ่ไปทั่วแสนโกฏิจักรวาล อันว่าโทษที่ล่วงสิกขาบทอันตถาคตบัญญัติเองมิได้มี ย่อมมีโทษแต่บุคคลผู้อื่นก็อุปไมยดังนั้น”

แต่เนื่องจากผลของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของไทย แม้ว่าอำนาจอธิปไตยจะได้รับการรับรองว่าเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ความหมายของรัฏฐาธิปัตย์ก็ถูกใช้กันอย่างสับสนอลม่านเพราะประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย หากแต่เป็นองค์พระมหากษัตริย์และพระองค์ก็ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญอีกต่อหนึ่ง ทำให้เกิดความสับสนขึ้นได้ง่ายในเมื่อผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ผู้ซึ่งทรงใช้อำนาจนั้น และองค์กรที่กระทำให้อำนาจอธิปไตยเห็นเป็นรูปธรรม เป็นคนละคนกัน

ปัญหาความสับสนนี้ อาจจะกล่าวได้ว่าถูกทำนายไว้โดยนักปรัชญาคนสำคัญของโลก จัง จ๊ากส์ รุซโซ เจ้าของงานเขียนสัญญาประชาคม รุซโซ่ กล่าวในงานเขียนชิ้นนี้ของเขาถึงความหมายของรัฏฐาธิปัตย์ว่า เมื่อใดที่คนเรามารวมเป็นสังคมประชาชนย่อมมีสองฐานะในตัวเอง ฐานะหนึ่งคือสมาชิกคนหนึ่งของรัฏฐาธิปัตย์ อีกฐานะหนึ่งคือสมาชิกคนหนึ่งของรัฐ  รัฐและรัฏฐาธิปัตย์คืออะไรและแตกต่างกันอย่างไร  รุซโซ กล่าวว่าทั้งสองคือสิ่งเดียวกันเพียงแต่ประชาชนทั้งมวลเมื่ออยู่ในฐานะถูกกระทำเรียกว่า “รัฐ” และเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” เมื่อเป็นฝ่ายกระทำ และเมื่อใดมีการกล่าวถึงรัฏฐาธิปัตย์นั่นย่อมหมายถึงประชาชนในสังคมโดยส่วนรวมไม่ใช่เพียงคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  โดยอำนาจในการออกกฎหมายนั้น รุซโซ มองว่าเป็นสิทธิโดยธรรมของรัฏฐาธิปัตย์ รัฐบาลหรือข้ารัฐการก็ดีย่อมเป็นได้เพียงผู้กระทำตามกฎหมายของรัฏฐาธิปัตย์เท่านั้น เพราะเมื่อใดที่ผู้กระทำตามกฎหมายมีอำนาจออกกฎหมายเสียเองแล้ว กฎหมายและการกระทำตามกฎหมายนั้นก็จะปะปนไปจนไม่มีใครบอกได้ว่าอะไรคือกฎหมายและอะไรไม่ใช่อันจะนำไปสู่ความรุนแรงที่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของการเข้ามารวมกันเป็นสังคมในที่สุด

ในประเทศไทยของเรานอกจากประชาชนตามทฤษฎีของ รุซโซ ดังกล่าวแล้วจะพอมีใครอีกบ้างที่เรียกได้ว่าเป็น”รัฏฐาธิปัตย์” ในข้อนี้หากได้พิจารณาจากคุณสมบัติของรัฏฐาธิปัตย์ที่ต้องเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยแล้ว รัฏฐาธิปัตย์ย่อมหมายถึง พระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชและคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารที่เรียกชื่ออื่นซึ่งยึดอำนาจปกครองบ้านเมืองได้เป็นผลสำเร็จ โดยลำดับแรกเป็นบุคคลพระองค์เดียวมีอำนาจสูงสุดในพระองค์เอง ลำดับถัดมาเป็นคณะบุคคลและเช่นเดียวกันคือมีอำนาจสูงสุดในตัวคณะบุคคลนั้น คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธพระราชอำนาจและอำนาจในการปกครองบ้านเมืองขององค์กรทั้งสองนี้ ถ้าเช่นนั้นคำสั่งของพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชและคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารที่เรียกชื่ออื่นนั้นมีผลเป็นกฎหมายหรือ คำตอบคือใช่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2372/2535

ที่ดินพิพาทมีพระบรมราชโองการแสดงถึงพระราชประสงค์ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชทานที่ดินแก่เจ้ามรดกเพื่อใช้เป็นที่ทำฮวงซุ้ยฝังศพบุคคลใน ตระกูล ตลอดไปไม่พึงประสงค์ให้บุคคลภายนอกละเมิดสิทธิ เมื่อเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกที่พิพาทให้ผู้สืบตระกูล ต่างมีสิทธิร่วมกันในที่ดินมิให้โอนขายจำหน่ายสิทธิ ทั้งระบุให้ผู้สืบตระกูล มีหน้าที่ปฏิบัติตามพินัยกรรมนั้น หากทำตามความประสงค์ไม่ได้ ก็มีทางแก้ไขเฉพาะวิธีการทำฎีกาทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม้ข้อความในพินัยกรรมดังกล่าวจะมีลักษณะคล้ายเป็นการก่อตั้งทรัสต์ แต่เมื่อได้กระทำก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้บังคับเมื่อ พ.ศ. 2468ก็นับว่าพินัยกรรมส่วนนี้สมบูรณ์ใช้ได้ไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1686 พระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย่อม มีผลเป็นกฎหมาย เมื่อมิได้มีพระบรมราชโองการของพระองค์ท่านเองหรืออำนาจเด็ดขาดอื่นใดยกเลิก เพิกถอนโดยเฉพาะแล้วพระบรมราชโองการนั้นย่อมมีผลอยู่ ฉะนั้น การที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการรับรองความ ถูกต้องของพินัยกรรมให้ที่ดินพิพาทเป็นที่ฝังศพของบุคคลในตระกูลเจ้ามรดก เป็นการถาวรดังความในพินัยกรรม ทั้งทรงห้ามบุคคลใดฟ้องร้องเพื่อบังคับเอาที่ดินพิพาทไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หากมีการฟ้องร้องดังกล่าวก็ห้ามมิให้ผู้พิพากษารับฟ้องรับวินิจฉัยคดีให้ผิด ไปจากพินัยกรรมนั้น ย่อมมีผลรวมถึงการห้ามมิให้ฟ้องร้องเอาที่ดินพิพาทโดยอ้างการครอบครอง ปรปักษ์ด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วอาจเป็นช่องทางให้ทายาท หรือผู้จัดการมรดกหลีกเลี่ยงข้อความในพินัยกรรมและขัดต่อพระราชประสงค์ โดยวิธีปล่อยให้ผู้รับโอนที่ดินพิพาทครอบครองปรปักษ์ และใช้ที่ดินพิพาทไปแสวงประโยชน์อย่างอื่นนอกจากใช้เป็นที่ฝังศพของตระกูล เป็นการทำให้วัตถุประสงค์ในพินัยกรรมไร้ผลเมื่อเป็นเช่นนี้ จำเลยจึงไม่อาจยกเอาอายุความครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่ง เป็นผู้จัดการมรดกได้.

คำพิพากษาฎีกาที่ 2745/2554

การที่ ว. และ ป. จัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อย มีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไปและมีการทำทางออกสู่ถนนสาธารณะคือทางพิพาท อันเป็นการจัดให้มีสาธารณูปโภค ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ของการจัดสรรที่ดินตามข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และโดยผลของประกาศของคณะปฏิวัติดัง กล่าวในข้อ 30 วรรคหนึ่ง ทำให้ทางพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งรวมทั้งที่ดินของโจทก์ทั้งหก และเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษา กิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ดังนี้ ผู้จัดสรรคือ ว. และ ป. หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คือจำเลยทั้งสามย่อมอยู่ในบังคับของบทกฎหมายดังกล่าวทั้งนี้ไม่ว่าบุคคลดังกล่าวจะได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินหรือไม่ก็ตาม เมื่อทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมโดยผลแห่งกฎหมายเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องคำนึงถึงว่าโจทก์ทั้งหกได้ใช้ทางพิพาทจนตกเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอัน เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ทั้งหกจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

คำถามต่อมา คำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์จะขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ?

รัฐธรรมนูญคืออะไร แน่นอนว่าต้องไม่ใช่เพียงกระดาษที่เลอะหมึก หากพิจารณาถึงที่มาตามประวัติศาสตร์แล้ว จะพบว่ารัฐธรรมนูญเกิดมีขึ้นมาในโลกโดยวัตถุประสงค์เดียวเท่านั้นคือเพื่อจำกัดอำนาจของผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองบ้านเมืองหรือรัฏฐาธิปัตย์ ไม่ให้ใช้อำนาจออกกฎหมายไปในทางที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเนื้อหาของรัฐธรรมนูญทำนองนี้สามารถพบในกฎหมายรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญฉบับแรกๆและฉบับสำคัญของโลกทุกฉบับ (แต่พบได้น้อยมากในรัฐธรรมนูญของไทย) อาทิ  Macna Cartar 1215, Bill of Right 1689, รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา (รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาในยุคเริ่มแรกนั้นได้รับการวิพากษ์วิจารจากนักวิชาการหลายท่านว่ายังไม่อาจถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่เนื่องจากไม่ได้รับรองสิทธิเสรีภาพของทาสผิวดำด้วย)

ผลจากการที่รัฐธรรมนูญมีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดอำนาจในการออกกฎหมายของรัฏฐาธิปัตย์นี่เอง ทำให้รัฐธรรมนูญมีสภาวะ”สูงสุด”ในตัวเองโดยไม่ต้องมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ และกล่าวได้ว่าสภาวะ”สูงสุด”ของรัฐธรรมนูญนั้นอยู่เหนือกฎหมายทั้งปวงที่มีผลบังคับใช้ ไม่ว่ากฎหมายนั้นจะมีที่มาเดียวกันกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ และไม่ว่ากฎหมายนั้นจะได้ออกใช้บังคับก่อนหรือหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญก็ตาม

คำสั่งศาลฎีกาที่ 1131/2536 (ประชุมใหญ่)

คดีตามประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ข้อ 6 ศาลแพ่งไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดด้วยตนเอง นอกจากทำความเห็นไปยัง ศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย และประกาศดังกล่าวได้บัญญัติให้นำ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อ กฎหมายและศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเช่นนั้นได้ ปัญหาที่ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 หรือไม่ซึ่งเกิดขึ้นในการพิจารณาคดีของศาล มิใช่ปัญหาเกิดขึ้นในวงงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือคณะรัฐมนตรีขอให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติวินิจฉัยตามมาตรา 30 วรรคสองและมิใช่เป็นการกระทำหรือปฏิบัติตามที่บัญญัติในมาตรา 31แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534ทั้งมิใช่ปัญหาว่าบทบัญญัติของกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ. 2534มาตรา 5 และมาตรา 206 วรรคแรกเช่นเดียวกันอำนาจในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงตกอยู่แก่ ศาลตามหลักกฎหมายทั่วไป แม้ขณะที่ออกประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญการปกครองใช้บังคับแต่ระหว่าง ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับอยู่ได้มีประกาศ ใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534ประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534เมื่อประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ข้อ 2 และข้อ 6 มีผลเป็นการตั้งคณะบุคคลที่มิใช่ศาลให้มีอำนาจทำการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี เช่นเดียวกับศาล ทั้งออกและใช้กฎหมายที่มีโทษทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษบุคคล เป็นการขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 ข้อ 2 และข้อ 6 จึงขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534มาตรา 30 วรรคแรก ใช้บังคับมิได้ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534มาตรา 32 เป็นการรับรองโดยทั่วไปว่า ประกาศหรือคำสั่งของ รสช.มีผลให้ใช้บังคับได้เช่นกฎหมายเท่านั้นมิได้บัญญัติรับรองไปถึงว่าให้ ใช้บังคับได้แม้เนื้อหาตามประกาศหรือคำสั่งนั้นขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการ ปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 และเมื่อประกาศ รสช.ฉบับที่ 26ข้อ 2 ข้อ 6 ใช้บังคับไม่ได้ตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรมาตรา 30 แล้ว จึงมิใช่กฎหมายที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทยพ.ศ. 2534 จึงจะนำมาตรา 222 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาใช้ให้มีผลบังคับต่อไปมิได้

จะเห็นได้จากตัวอย่างคำสั่งศาลฎีกาข้างต้นว่า ประกาศ รสช. แม้ว่าจะมีผลเป็นกฎหมาย แต่ในระหว่างประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับอยู่นั้น คณะรสช.เองก็ได้ร่างธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ขึ้นทูลเกล้าถวายให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงประปรมาภิไธยและนำออกประกาศใช้ ดังนั้นประกาศของคณะรสช.เองจึงต้องตกอยู่ใต้หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญที่ตนเองแต่งขึ้นไปด้วยโดยปริยาย

 

 


11/7/12

ผู้เสียหายสอบสวนคดีเองได้

คุณหมิงเทียนทายาทเจ้าของกิจการค้ายาสมุนไพรข้ามชาติชาวฮ่องกง เดินทางมาประเทศไทยเพื่อติดต่อซื้อยาสมุนไพร คุณหมิงเทียนได้ว่าจ้างนายเขียว ให้ขับรถพาตัวเองเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อติดต่อหาซื้อสมุนไพร อยู่มาวันหนึ่งนายเขียวถูกตำรวจจับข้อหาขับรถฝ่าไฟแดง แต่คุณหมิงเทียนไม่ต้องการที่จะเสียเวลาไปจ่ายค่าปรับกับนายเขียวเพราะต้องเดินทางไปทำธุระด่วน ทั้งสองคนจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ เมื่อเดินทางกลับถึงกรุงเทพแล้วนายเขียวไปแจ้งความกับร้อยตำรวจเอกแดงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.น.ดอนเมืองว่าทำใบขับขี่หาย ร้อยตำรวจเอกแดงหลงเชื่อว่าเขียวทำใบขับขี่หายจริงจึงลงบันทึกประจำวันมอบให้เขียวไปใช้ยื่นคำขอทำใบขับขี่ใหม่ ต่อมาภายหลังคามมาแตกว่าเขียวต้องการทำใบขับขี่ใหม่เพื่อหนีคดีผ่าไฟแดง ร้อยตำรวจเอกแดงจึงเรียกเขียวมาแจ้งข้อกล่าวหาแจ้งความเท็จครับ และร้อยตำรวจเอกแดงซึ่งเป็นผู้เสียหายเพราะนายเขียวมาแจ้งความกับตัวเองเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้
ปัญหานี้มีคำตอบ: การที่ร้อยตำรวจเอกแดงพนักงานสอบสวนในคดีแจ้งความเท็จ ที่นายเขียวมาแจ้งกับตนเองนั้น แม้ว่าจะเป็นกรณีที่ถือได้ว่ามีส่วนได้เสียก็ตามก็ชอบด้วยกฎหมายครับ เนื่องจากพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.๒๕๓๙ ไม่นำมาใช้กับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาด้วย การสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจึงไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัตินี้ครับ คิดดูเล่นๆก็แล้วกันนะครับผู้เสียหายสอบสวนคดีเองได้แบบนี้ จะหาความยุติธรรมจากไหนได้ครับ

05/30/12

คำซักทอดของผู้กระทำผิดด้วยกันมีน้ำหนักน้อย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๑๕/๒๕๕๔

เรื่อง ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ดุลยพินิจในการลงโทษ, พยานบอกเล่า, ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

โจทก์และโจทก์ร่วมมีแต่คำซักทอดของจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และ ส. คำซักทอดดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งมีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อย เช่นเดียวกับบันทึกคำให้การของจำเลยที่ ๒ ซึ่งจำเลยที่ ๒ นำสืบปฏิเสธว่า ทีี่่ให้การเช่นนั้นเกิดจากการชี้นำของเจ้าพนักงานตำรวจโดยบอกว่าจะกันไว้เป็นพยาน อันเป็นการจำสืบว่าดจทก์และโจทก์ร่วมได้พยานหลักฐานชิ้นนี้ด้วยการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ไม่เป็นการให้การด้วยความสมัครใจ รับฟังไม่ได้ แต่แม้จะรับฟังได้หรือไม่ บันทึกคำให้การดังกล่าวก็เป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อยเช่นกัน

เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อาจนำสืบพิสูจน์ให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างหนึ่งอย่างใด อันจะเป็นข้อเท็จจริงแวดล้อมที่ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ ๒ มีส่วนร่วมกระทำผิดด้วยแล้ว พยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมเท่าที่นำสืบมาจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่เพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ ๒ ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง กรณียังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ ๒ ได้กระทำผิดหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ ๒ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง และต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ ๒ ในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วยเพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕

แชร์หน้านี้