11/13/12

จะขอดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องหรือนับแต่วันถัดจากวันฟ้องดี

การฟ้องคดีต่อศาลนั้นมีวิธีปฏิบัติระบุไว้ค่อนข้างมาก และหากทนายความหลงลืมจะด้วยจงใจหรือไม่นั่นคือความเสียหายอันมหาศาล ปัญหาสำคัญเรื่องหนึ่งที่จะหยิบยกว่ากล่าวในวันนี้ก็คือ การขอค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยในอนาคต พูดง่ายๆเวลาเราไปฟ้องคดีที่ศาลไม่ใช่ว่าจำเลยจะหอบเงินมาจ่ายให้เราง่ายๆ ต้องมีกระบวนการพิจารณาคดีที่ยืดยาว กฎหมายจึงกำหนดเกี่ยวกับค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยในอนาคต(ระหว่างดำเนินการพิจารณา)ไว้ ค่าเสียหายในอนาคตจะขออย่างไรถึงจะถูกต้องลองมาดูกัน

ค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ก่อนมายื่นคำฟ้องต่อศาลและโจทก์ก็ประสงค์จะได้เงินจำนวนนี้ด้วย(ในการพิจารณาคดีของไทยนั้น ศาลไม่มีอำนาจพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าที่โจทก์มีคำขอแม้ว่าความจริงจะปรากฎว่าโจทก์จะเสียหายมากกว่าที่ขอมาก็ตาม) ค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยในลักษณะทำนองนี้ศาลสามารถพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนวันยื่นฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้แก่โจทก์จนหมดได้ แล้วในกรณีเช่นนี้โจทก์จะบรรยายฟ้องทำนองว่าขอให้ศาลพิพากษาให้ชำระดอกเบี้ยของต้นเงินนับแต่วันที่โจทก์เสียหายยาวไปจนถึงวันที่ชำระเสร็จได้หรือไม่ คำตอบคือไม่ได้ เพราะดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนยื่นคำฟ้องนั้นเป้นส่วนหนึ่งของทุนทรัพย์ในคดีที่ต้องหาตัวเลขเป็นที่ยุติมาให้เจ้าหน้าที่ศาลคิดค่าธรรมเนียมศาล(ค่าขึ้นศาล)

ในอีกกรณีคือโจทก์ไม่ต้องการจะเรียกค่าเสียหายหรือดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนยื่นคำฟ้องต่อศาลจนกว่าจำเลยจะใช้หนี้หมด คือรวยแล้วที่ผ่านมาไม่อยากได้ ก็เลยขอดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายนับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ซึ่งในกรณีนี้ก็ทำได้ และเป็นที่นิยมพอสมควรสำหรับผู้ที่อยากจะประหยัดค่าธรรมเนียมศาลเพราะในแบบแรกคิดค่าธรรมเนียมศาลเป็นร้อยละของจำนวนทุนทรัพย์ทั้งหมด ส่วนในกรณีนี้แม้ว่าดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายในอนาคต(ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยื่นคำฟ้องเป็นต้นไป)จะมากมายมหาศาลเท่าใดก็เสียค่าขึ้นศาลในอนาคตเพียงอัตราเดียวคือ ๑๐๐ บาทถ้วน

ปัญหาต่อมาคือ  ดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายนั้นจะขอนับแต่วันฟ้องหรือนับแต่วันถัดจากวันฟ้องดี ปัญหากรณีนี้เกิดขึ้นได้เฉพาะกรณีที่มีคำขอดอกเบี้ยหรือค่าเสียหายที่เกิดขึ้นตั้งแต่เวลาก่อนยื่นคำฟ้องและก็จะขอไปถึงในอนาคตด้วย เพราะหากใช้คำว่า “คำนวนดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้อง” เป็นการขอดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นก่อนยื่นคำฟ้อง และใช้คำว่า “นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป” สำหรับดอกเบี้ยในอนาคต ก็จะมีปัญหาว่าในวันยื่นฟ้องวันเดียวกันนั้นโจทก์ได้กำไรคิดดอกเบี้ยทับกันวันเดียวสองต่อ ทางปฏิบัติทนายความจึงมักจะใช้ข้อความว่า “นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป” เพื่อกันปัญหาความทับซ้อนดังกล่าว แต่แท้จริงแล้วจำเป็นหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่จำเป็น” เพราะศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๙๐๗/๒๕๔๐ วินิจฉัยว่า ” การคำนวนนับระยะเวลาในการคิดดอกเบี้ยนั้นอยู่ในบังคับของหลักทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๙๓/๓ วรรคสอง ซึ่งกำหนดมิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลารวมคำนวนเข้าด้วย จึงเริ่มนับหนึ่งในวันรุ่งขึ้น โดยไม่นับวันฟ้องรวมคำนวนเข้าอยู่แล้วไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ถ้อยคำเฉพาะเจาะจงว่าให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันถัดจากวันฟ้องแต่อย่างใด” สรุปก็คือ ศาลมองว่าการคิดดอกเบี้ยในอนาคตที่เกิดตั้งแต่วันยื่นคำฟ้องเป็นต้นไปจะใช้คำว่า “นับแต่วันฟ้อง” หรือ “นับแต่วันถัดจากวันฟ้อง” ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะไม่ทำให้มีผลเป็นการคิดดอกเบี้ยทับกันสองครั้งในวันเดียวแต่อย่างใด

05/30/12

คำซักทอดของผู้กระทำผิดด้วยกันมีน้ำหนักน้อย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๑๕/๒๕๕๔

เรื่อง ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ดุลยพินิจในการลงโทษ, พยานบอกเล่า, ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

โจทก์และโจทก์ร่วมมีแต่คำซักทอดของจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และ ส. คำซักทอดดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่าซึ่งมีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อย เช่นเดียวกับบันทึกคำให้การของจำเลยที่ ๒ ซึ่งจำเลยที่ ๒ นำสืบปฏิเสธว่า ทีี่่ให้การเช่นนั้นเกิดจากการชี้นำของเจ้าพนักงานตำรวจโดยบอกว่าจะกันไว้เป็นพยาน อันเป็นการจำสืบว่าดจทก์และโจทก์ร่วมได้พยานหลักฐานชิ้นนี้ด้วยการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ไม่เป็นการให้การด้วยความสมัครใจ รับฟังไม่ได้ แต่แม้จะรับฟังได้หรือไม่ บันทึกคำให้การดังกล่าวก็เป็นเพียงพยานบอกเล่ามีน้ำหนักให้รับฟังได้น้อยเช่นกัน

เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมไม่อาจนำสืบพิสูจน์ให้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ ๒ มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างหนึ่งอย่างใด อันจะเป็นข้อเท็จจริงแวดล้อมที่ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ ๒ มีส่วนร่วมกระทำผิดด้วยแล้ว พยานหลักฐานอื่นของโจทก์และโจทก์ร่วมเท่าที่นำสืบมาจึงเป็นเพียงพยานบอกเล่า ไม่เพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ ๒ ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๖/๓ วรรคสอง กรณียังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ ๒ ได้กระทำผิดหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ ๒ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๒๒๗ วรรคสอง และต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ ๒ ในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ทที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงด้วยเพราะเป็นข้อเท็จจริงอันเดียวเกี่ยวพันกันตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๘๕ ประกอบมาตรา ๒๑๕ และมาตรา ๒๒๕

แชร์หน้านี้
05/30/12

เข้าแทนคู่ความมรณะไม่ใช่กรณีทายาทรับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ตน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๘๑๕/๒๕๕๔

เรื่อง วิธีพิจารณาความแพ่ง: ตรวจคำคู่ความ, ข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน, นำวิธีพิจารณาในศาลชั้นต้นมาใช้ในศาลอุทธรณ์, ฎีกา, ค่าขึ้นศาล (ตาราง ๑ ข้อ ๒ (ก) ท้าย ป.วิ.พ.)

การที่จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ครบถ้วน มิใช่เป็นกรีที่คู่ความมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๘ วรรคสอง ซึ่งศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้คู่ความชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยโดยไม่สั่งให้จำเลยวางค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้องครบถ้วนจึงชอบแล้ว

โจทกืมิได้ฟ้องให้ ส. และ ม. รับผิดในฐานะทายาทผู้รับมรดกของจำเลย ส. และ ม. เข้ามาในคดีในฐานะเป็นคู่ความแทนจำเลยซึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาแทนจำเลยต่อไปเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ ส. และ ม. ทายาทของจำเลยรับผิดต่อโจทก์ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ ส. และ ม. จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทะรณ์ฎีกาแต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๒ (๕) ประกอบมาตรา ๒๔๖ และมาตรา ๒๔๗ อีกทั้งจำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้ศาลอุทธรณ์รับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาเท่านั้น มิได้ขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีโดยให้ยกฟ้องโจทก์แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยจึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวนเป็นราคาเงินได้ ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเพียง ๒๐๐ บาท แต่จำเลยเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน ๒๐,๘๙๐ บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมาแก่จำเลย

05/30/12

รับโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อไม่ถือว่ายักยอกรถ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๗๑๖/๒๕๕๔

เรื่อง ยักยอก

การที่ อ. ผู้เสียหายตกลงให้จำเลยเอารถกระบะที่ผู้เสียหายทำสัญญาเช่าซื้อมาไปใช้โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อในนามของผู้เสียหาย ถือได้ว่าเป้นการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ โดยมีข้อตกลงกันระหว่างผู้เสียหายกับจำเลยว่า จำเลยจะเป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อในนามของผู้เสียหาย หลังจากจำเลยได้รับมอบการครอบครองรถกระบะจากผู้เสียหายแล้ว ก็ไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่า จำเลยพารถกระบะหลบหนีไปขายแก่บุคคลภายนอก หรือแอบอ้างว่ารถกระบะเป็นของตนเอง ด้วยการปฏิเสธว่าไม่ได้รับมอบรถกระบะจากผู้เสียหายแต่อย่างใด แต่จำเลยครอบครองใช้รถกระบะนั้นโดยเปิดเผย และได้ชำระค่าเช่าซื้อในนามของผู้เสียหายเรื่อยมาจำนวนถึง ๕ งวดติดต่อกัน ต่อมาจำเลยค้างส่งค่างวดจึงได้มอบรถกระบะให้ ช. โดยทำความตกลงกับ ช. ให้ ช.เป็นผู้ชำระค่าเช่าซื้อที่เหลือต่อไป พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยรวมทั้งที่จำเลยรับเงินมัดจำจาก ช. ในวันทำสัญญาเป็นเงิน ๕,๐๐๐ บาท และในสัญญาระบุว่าจำเลยและ ช. ซื้อขายรถยนต์ (รถกระบะ) นั้น ยังมิใช่การเอารถกระบะทรัพย์สินของผู้ให้เช่าซื้อไปขาย แต่เป็นเพียงการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่ ช. โดยมีข้อตกลงให้ ช. มีหน้าที่ต้องชำระค่าเช่าซื้อต่อไป เพราะจำเลยประสงคืจะหาบุคคลอื่นมาช่วยรับภาระในการผ่อนค่าเช่าซื้อในนามของผู้เสียหาย จำเลยจึงมิได้เบียดบังเอารถกระบะดังกล่าวเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต ไม่เป็นเหตุทำให้การกระทำของจำเลยที่ไม่เป็นความผิดกลับกลายเป็นความผิดไปแต่อย่างใด

การที่จำเลยโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่ ช. แม้จะมิได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าซื้อก้มีผลในทางแพ่งเพียงว่า ผู้ให้เช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างจากผู้เสียหายผู้เช่าซื้อเดิมได้ต่อไป รวมทั้งเรียกค่าเสียหายจากผู้เสียหายในการที่ผู้ให้เช่าซื้อไม่อาจติดตามยึดรถกระบะคืนจากจำเลยได้ จำเลยย่อมไม่มีความผิดฐานยักยอก

05/30/12

อุทธรณ์ที่จะต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันไว้ต่อศาล ต้องเป็นอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เท่านั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๔๗๖/๒๕๕๔

เรื่อง วิธีพิจารณาความแพ่ง: การอุทธรณ์, อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์, อุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ถึงที่สุด, อำนาจศาลอุทธรณ์ในการชี้ขาดตัดสินอุทธรณ์

หลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยฉบับลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๑ ต่อมาวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๑ ซึ่งยังอยู่ในกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยาย จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ฉบับใหม่เข้ามา โดยนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษามาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๒๙ ด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฉบับนี้เป็นการอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ มิใช่อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ปฏิเสธไม่ยอมรับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. ๒๓๖ จำเลยจึงไม่ต้องนำค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงมาวางศาลและนำเงินมาชำระตามคำพิพากษาหรือหาประกันให้ไว้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๓๔ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ วินิจฉัย ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมาจึงไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา ๒๔๒(๑)

05/29/12

ความเห็นของพนักงานสอบสวนไม่ใช่คำพิพากษา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๑๗๒/๒๕๕๔

เรื่อง โจทก์ร่วม

จำเลยถูกฟ้องว่าขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและได้รับอันตรายสาหัส แม้พนักงานสอบสวนจะมีความเห็นว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมอยู่ด้วย แต่ผู้ตายถึงแก่ความตายไปก่อน ก็เป็นเพียงความเห็นของพนักงานสอบสวนเท่านั้น ไม่เป็นเหตุที่ต้องห้ามมิให้ภรรยาของผู้ตายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการไม่ได้ คำสั่งอนุญาตขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้นชอบแล้ว

05/29/12

พกสเปรย์พริกไทยเข้าไปในศาลไม่ละเมิดอำนาจศาล

เรื่อง อาวุธ,ละเมิดอำนาจศาล,นำบทบัญญัติ ป.วิ.พ.มาใช้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๕

ตาม ป.อ. มาตรา ๑ (๕) อาวุธหมายความรวมถึงสิ่งซึ่งไม่ใช่อาวุธโดยสภาพแต่ซึ่งได้ใช้หรือเจตนาจะใช้ประทุาร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ ผู้ถูกกล่าวหานำกระป๋องสเปรย์พริกไทยเข้าไปในบริเวณศาลชั้นต้น สำหรับสเปรย์พริกไทยได้ความว่า ผลิตขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ในการฉีดพ่นเพื่อยับยั้งบุคคลหรือสัตว์ร้ายมิให้เข้าใกล้หรือทำอันตรายผู้อื่น ผู้ที่ถูกฉีดพ่นสารในกระป๋องสเปรย์ใส่จะมีอาการ สำลัก จาม ระคายเคืองหรือแสบตา หลังจากนั้นไม่นาก็สามารถหายเป็นปรกติได้ เห็นได้ว่าการผลิตสเปรย์พริกไทยดังกล่าว มิได้ผลิตขึ้นเพื่อทำร้ายผู้ใด จึงไม่เป็นอาวุธโดยสภาพทั้งไม่อาจใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ สเปรย์พริกไทยจึงไม่เป็นอาวุธตามความหมายของบทกฎหมายข้างต้นด้วยเช่นกัน การที่ผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปในบริเวณศาลชั้นต้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้อำนายการสำนักงานประจำศาลชั้นต้นขอความร่วมมือไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองกาญจนบุรี การที่ผู้ถูกกล่าวหานำกระป๋องสเปรย์พริกไทยเข้าไปในบริเวณศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล

05/29/12

รถจักรยานยนต์ของกลาง เมื่อไม่มีคำขอให้ริบ ศาลสั่งริบไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๘๕๗/๒๕๕๔

เรื่อง ริบทรัพย์สิน, พิพากษาไม่เกินคำขอ, พ.ร.บ.ยาเสพติให้โทษ มาตรา ๑๐๒

แม้รถจักรยานยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ มาตรา ๑๐๒ บัญญัติให้ริบเสียทั้งสิ้นก็ตาม แต่รถจักรยานยนต์ของกลางไม่ใช่ทรัพยืสินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดดังที่บัญญัติไว้ใน ป.อ.มาตรา ๓๒ ดังนั้น เมื่อโจทก์มิได้มีคำขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลาง ศาลย่อมไม่อาจสั่งริบให้ เพราะจะเป็นการพิพากษาหรือสั่งเกินคำขอ ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง

05/29/12

ส่งอาวุธให้ฆาตกรแต่ไม่มีความผิด???

เรื่อง ผู้สนับสนุน, ฆ่าผู้อื่น

ก. ถูกผู้ตายพูดดูหมิ่นเหยียดหยาม แต่ ก. มิได้แสดงอาการโกรธแค้นหรือพูดตอบโต้ เพียงแต่ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปมาเท่านั้น การที่ผู้ตายพูดเสียงดังจนอาจทำให้จำเลยซึ่งดูโทรทัสน์อยู่บนบ้านได้ยินนั้น ก็เป็นเพียงความคาดเดาของบุคคลอื่นที่อยู่ด้วย จำเลยดูโทรทัศน์ก็ย่อมมีเสียงจากโทรทัศน์ดังอยู่แล้ว เสียงพูดของผู้ตายถึงแม้จะดังขึ้นไปถึงข้างบนบ้าน แต่ก็ไม่น่าจะทำให้จำเลยได้ยินจนจับใจความได้ เพียงแต่รู้ว่ามีเสียงพูดดังผิดปกติ จำเลยจึงลงมาสอบถามว่ามีเรื่องอะไรกัน เมื่อ ก. ถามถึงขวานตัดไม้จำเลยก็หยิบส่งให้ ขณะนั้น ก. มิได้มีอาการโกรธแค้นจะทำร้ายผู้ตาย แต่เมื่อ ก. ได้ขวานแล้ว ก. ก็ใช้ขวานฟันผู้ตายโดยบุคคลอื่นไม่คาดคิด การที่ ก. ฟันผู้ตายในทันทีเป็นสิ่งที่จำเลยย่อมไม่อาจเล็งเห็นผลหรือประสงค์ต่อผลเช่นนั้น เพราะจำเลยเพิ่งลงมาจากบนบ้านเพื่อสอบถามถึงเสียงเอะอะโวยวายผิดปกติ บุคคลอื่นๆซึ่งรับรู้เหตุการณ์มาโดยตลอดก็ยังไม่คาดคิดว่า ก. จะใช้ขวานฟันผู้ตาย เพราะ ก. ไม่แสดงอาการโกรธแค้นให้เห็น เมื่อเกิดเหตุแล้วก็เป็นธรรมดาที่จำเลยต้องพา ก. ออกไปจากที่เกิดเหตุ เนื่องจาก ก.กระทำความผิดร้ายแรง อาจมีญาติพี่น้องของผู้ตายทำร้าย ก.ได้ พยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยมีเจตนาช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่ ก. ใช้ขวานฟันผู้ตาย จำเลยจึงไม่เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดของ ก.

05/29/12

เมายาบ้าไม่ถือว่าเป็นโรคจิต

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๖๖๒/๒๕๕๔

เรื่อง กระทำผิดขณะจิตบกพร่องหรือเป็นโรคจิต, หลายกรรมต่างกัน, ข่มขืนกระทำชำเรา, ข่มขืนกระทำชำเราเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย, ฆ่าผู้อื่น, ชิงทรัพย์ พาอาวุธไปในทางสาธารณะ

การที่จำเลยสมัครใจเสพเมทแอมเฟตามีนและดื่มสุราในวันเกิดเหตุโดยรู้ว่าจะทำให้มึนเมาแล้วกระทำผิดคดีนี้ จำเลยจะยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวว่ากระทำความผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบแล้วไม่สามารถบังคับตนเองตาม ป.อ. มาตรา ๖๕ หาได้ไม่ อีกทั้งจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมทั้งชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายและข่มขืนกระทำชำเราเป็นเหตุให้ผู้ตายยถึงแก่ความตาย และเป็นการกระทำผิดแก่ผู้ตายซึ่งเป็นผู้เยาว์และเป็นนักเรียนโดยใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายจำนวนหลายแผลถูกอวัยวะสำคัญจนถึงแก่ความตาย ลักษณะความผิดเป็นเรื่องร้ายแรง และไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธในความผิดดังกล่าวซึ่งกฎหมายกำหนดโทษให้ประหารชีวิต ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษประหารชีวิตแก่จำเลยนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะลดโทษประหารชีวิตให้แก่จำเลย