11/25/12

มรดกทางความคิดของ โธมัส ฮ็อบส์, จอห์น ล็อค, ชาลส์ มองเตสกิเออร์ และ จัง-จากส์ รุสโซ ที่ส่งผลต่อรูปแบบของรัฐบาลในปัจจุบัน

มรดกทางความคิดของ โธมัส ฮ็อบส์, จอห์น ล็อค, ชาลส์ มองเตสกิเออร์ และ จัง-จากส์ รุสโซ ที่ส่งผลต่อรูปแบบของรัฐบาลในปัจจุบัน [1]

ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 นักปรัชญาชาวยุโรปเริ่มถกเถียงและตั้งคำถามว่า “ใครกันที่ควรได้ปกครองแผ่นดิน” และผลจากความอ่อนแอของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช นักปราชญ์ของยุคเรืองปัญญาต่างเสนอแนะระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยโดยแตกต่างกัน

ในปี 1649 สงครามกลางเมืองในประเทศอังกฤษปะทุขึ้นจากสาเหตุว่าใครควรได้อำนาจปกครองประเทศ รัฐสภาหรือพระเจ้าชาลร์สที่ 1 ซึ่งสงครามครั้งนี้ยุติลงด้วยความตายของพระเจ้าชาลร์สที่ 1 หลังจากพระองค์ถูกประหารชีวิตไม่นาน นักปรัชญาชาวอังกฤษ โธมัส ฮ็อบส์ (1588-1679) ก็เขียนหนังสือเรื่อง “ลีไวอะธัน (สัตว์ร้ายในตำนาน)” เพื่อปกป้องอำนาจอันสมบูรณ์ของกษัตริย์ ชื่อของหนังสือเล่มนี้อ้างถึง”ลีไวอะธัน” สัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายปลาวาฬในตำนานที่สามารถกินเรือได้ทั้งลำ ฮ็อบส์เปรียบตัว”ลีไวอะธัน”ว่าเป็นเสมือนรัฐบาลที่ใช้อำนาจรัฐในการบังคับบัญชา

ฮ็อบส์เริ่มต้นงานเขียน “ลีไวอะธัน” โดยอธิบายถึงสภาพของรัฐในสังคมธรรมชาติที่ซึ่งปัจเจกชนแต่ละคนเท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ ทุกคนมีอิสระที่จะทำในสิ่งที่ตนต้องการเพื่อเอาชีวิตรอดอันเป็นผลให้ทุกคนตกอยู่ในภาวะ “ความกลัวอย่างต่อเนื่องในอันตรายจากการตายโหง” ชีวิตของคนในช่วงเวลานั้นโดดเดี่ยว ยากจน เสี่ยงอันตราย มีชีวิตแสนสั้นเยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน รัฐในสังคมธรรมชาติไม่มีกฎหมายหรือผู้จะบังคับใช้กฎหมาย ทางออกเดียวของสถานการณ์นี้ ฮ็อบส์กล่าวว่าปัจเจกชนเหล่านั้น ต้องสร้างอำนาจสูงสุดขึ้นเพื่อที่จะนำมาซึ่งความสงบสุข

แนวคิดนี้ฮ็อบส์ได้มาจากทฤษฎีการแสดงเจตนาโดยปริยายในกฎหมายลักษณะสัญญาของประเทศอังกฤษ ฮ็อบส์ยืนยันว่าประชาชนตกลงกันในหมู่ของพวกเขาเองที่จะละวางสิทธิตามธรรมชาติที่เท่าเทียมและอิสระ และมอบสิทธิอันเด็ดขาดให้แก่รัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งอาจเป็นบุคคลคนเดียวหรือคณะบุคคลก็ได้ รัฏฐาธิปัตย์จะได้บัญญัติและบังคับกฎหมายเพื่อรักษาความสงบในสังคม,ให้ซึ่งชีวิต,เสรีภาพ,และความสามารถในการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งฮ็อบส์เรียกข้อตกลงอันนี้ว่า “สัญญาประชาคม”

นอกจากนี้ฮ็อบส์ยังมีความเชื่อว่ารูปแบบของรัฐบาลที่นำโดยกษัตริย์เป็นรูปแบบที่ดีที่สุดของรัฏฐาธิปัตย์ ด้วยการมอบอำนาจทั้งหลายทั้งปวงไว้ในพระหัตถ์ของกษัตริย์ย่อมนำมาซึ่งการบริหารอำนาจรัฐได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ฮ็อบส์ยังคงเชื่ออีกว่าสัญญาประชาคมเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นระหว่างปัจเจกชนด้วยกันเองเท่านั้น หาใช่ระหว่างพวกเขากับรัฏฐาธิปัตย์ไม่ ในทันใดที่ประชาชนมอบอำนาจอันสัมบูรณ์แก่กษัตริย์แล้ว พวกเขาก็หามีสิทธิที่จะต่อต้านพระองค์ได้อีก

แต่กระนั้นในขณะที่วันเวลาของอำนาจอันสัมบูรณ์ขององค์กษัตริย์ดำเนินไป “ยุคเรืองปัญญาในยุโรป” ยุคใหม่ของความคิดอันบรรเจิดก็ปรากฏขึ้น เหล่านักคิดในยุคเรืองปัญญาต้องการปฏิรูปความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์บนโลกด้วยกันแทนที่ความสำนึกของพวกเขาที่มีต่อศาสนาและชีวิตหลังความตาย นักคิดเหล่านี้ให้ความสำคัญแก่เหตุผล,วิทยาศาสตร์,ความคิดเห็นที่แตกต่างทางศาสนาและสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “สิทธิตามธรรมชาติ” (กล่าวโดยเฉพาะได้แก่สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน)

นักปรัชญายุคเรืองปัญญา อาทิ จอห์น ล็อค, ชาร์ลส มองเตสกิเออร์ และ จัง-จากส์ รุสโซ ทั้งหมดนี้ต่างได้พัฒนาทฤษฎีของรัฐบาลที่ซึ่งคณะหรือแม้กระทั่งสมาชิกทั้งหมดของสังคมเป็นผู้ปกครองรัฐ นักคิดดังกล่าวมานี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการปฏิวัติในฝรั่งเศสและอเมริกาและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

จอห์น ล็อค: ประชาธิปไตยบนความไม่เท่าเทียม

จอห์น ล็อค (1632-1704) เขาถือกำเนิดมาก่อนการเกิดขึ้นของสงครามการเมืองในประเทศอังกฤษไม่นานนัก ล็อคเรียนวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ดและเป็นศาสตราจารย์สอนอยู่ที่นั่นด้วย เขาอยู่เคียงกับข้างรัฐสภาโปรแตสแตนท์ในการต่อสู้กับกษัตริย์โรมันคาทอลิก พระเจ้าเจมส์ที่ 2 ในการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ในปี 1685 เหตุการณ์นี้บั่นทอนอำนาจของกษัตริย์และทำให้รัฐสภาเป็นองค์กรหลักในการปกครองประเทศอังกฤษโดยถาวรตลอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ในปี 1690 ล็อคตีพิมพ์หนังสือ “two treatises of government” โดยทั่วไปแล้ว เขาเห็นด้วยกับฮ็อบส์ในเรื่องความโหดร้ายของสังคมรัฐธรรมชาติที่ซึ่งต้องการสัญญาประชาคมเพื่อยังไว้ซึ่งสันติสุข แต่เขาไม่เห็นด้วยกับฮ็อบส์ในประเด็นหลักสองข้อ กล่าวคือ ข้อแรกล็อคยืนยันว่าสิทธิตามธรรมชาติอย่างเช่นสิทธิในชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สินนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วแม้ในสังคมรัฐธรรมชาติและเป็นสิ่งซึ่งไม่อาจพรากไปจากปัจเจกหรือเป็นสิ่งที่ซึ่งปัจเจกชนจะมอบให้แก่ผู้ใดได้ สิทธิทั้งหลายเหล่านี้มิอาจโอนแก่กันได้ (inalienable) (เป็นไปไม่ได้ที่จะสละแก่ผู้ใด) ข้อที่สอง ล็อคไม่เห็นด้วยกับฮ็อบส์ในเรื่องสัญญาประชาคม สำหรับเขาแล้วสัญญาประชาคมนั้นหาใช่เป็นเพียงข้อตกลงระหว่างประชาชนด้วยกันไม่ แต่เป็นข้อตกลงระหว่างพวกเขากับรัฏฐาธิปัตย์ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กษัตริย์”

ผลสืบเนื่องจากความคิดของล็อค สิทธิตามธรรมชาติของปัจเจกชนจึงเป็นสิ่งจำกัดอำนาจขององค์กษัตริย์ พระองค์หาได้ทรงอำนาจอันสัมบูรณ์ดังเช่นที่ฮ็อบส์กล่าวไม่ แต่พระองค์ทรงใช้อำนาจเพียงเพื่อบังคับให้เป็นไปและพิทักษ์ไว้ซึ่งสิทธิตามธรรมชาติของพสกนิกรและหากว่ารัฏฐาธิปัตย์ละเมิดต่อสิทธิเหล่านี้สัญญาประชาคมย่อมยกเลิกไปและประชาชนก็ทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะปฏิวัติและจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ได้ ไม่ถึงหนึ่งร้อยปีหลังจากล็อคประพันธ์งานเขียนชิ้นนี้ โธมัส เจฟเฟอร์สันนำทฤษฎีของเขาไปใช้ในการเขียน “คำประกาศอิสรภาพ” (Declaration of independence)ในการประกาศเอกราชของสหรัฐอเมริกาจากประเทศอังกฤษ

แม้ว่าล็อคจะประกาศยืนยันชัดแจ้งถึงเสรีภาพในการคิด การพูด และการนับถือศาสนา แต่เขาเชื่อว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นสิทธิตามธรรมชาติที่สำคัญที่สุด เขาประกาศว่าเจ้าของย่อมกระทำสิ่งใดก็ได้ที่เขาต้องการต่อทรัพย์สินของตนตราบที่ไม่เป็นการรบกวนสิทธิ์ของผู้อื่น ล็อคชื่นชมการปกครองโดยผู้แทนราษฎรอย่างเช่นรัฐสภาของอังกฤษซึ่งประกอบไปด้วย สภาขุนนางที่สืบทอดทางสายโลหิตและสภาสามัญที่ได้มาโดยการเลือกตั้ง แต่เขาต้องการให้ผู้แทนราษฎรประกอบไปด้วยกลุ่มเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เองเฉพาะแต่ผู้ชายที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเท่านั้นจึงมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้ ล็อคต่อต้านการยินยอมให้กลุ่มผู้ยากไร้เข้ามามีส่วนร่วมในรัฐบาลเพราะเขาเชื่อว่าคนเหล่านั้นไม่คู่ควร

ในส่วนอำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐนั้นล็อคกล่าวว่าต้องอยู่กับฝ่ายนิติบัญญัติผู้ทำหน้าที่ออกกฎหมาย เฉกเช่นรัฐสภาของประเทศอังกฤษ ฝ่ายบริหาร(นายกรัฐมนตรี)และศาลเป็นได้เพียงแค่สถาบันซึ่งถูกสร้างโดยและอยู่ใต้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น

มองเตสกิเออร์: ประชาธิปไตยแบบถ่วงดุลอำนาจ

ขณะที่ชาลส์ มองเตสกิเออร์ (1689-1755) กำเนิดนั้น ประเทศฝรั่งเศสถูกปกครองโดยกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราช (พระเจ้าหลุยส์ที่ 14) มองเตสกิเออร์ถือกำเนิดมาในครอบครัวขุนนางและได้รับการศึกษาทางด้านกฎหมาย เขาเดินทางซอกแซกไปทั่วทวีปยุโรปรวมถึงเกาะอังกฤษด้วย ที่ซึ่งเขาได้ศึกษาถึงระบบรัฐสภา ในปี 1722 เขาแต่งหนังสือถากถางการปกครองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 และทฤษฎีของศาสนจักรโรมันคาทอลิก มองเตสกิเออร์ตีพิมพ์ผลงานอันยิ่งใหญ่ของเขา “วิญญาณแห่งกฎหมาย” (the spirit of law) ในปี 1748 แตกต่างจากฮ็อบส์และล็อค มองเตสกิเออร์เชื่อว่าในสังคมรัฐธรรมชาตินั้นปัจเจกชนต่างเต็มไปด้วยความกลัว พวกเขาต้องการที่จะหลีกหนีความรุนแรงและสงคราม ความต้องการอาหารต่างหากเล่าคือสิ่งซึ่งดลให้มนุษย์ที่ขลาดเขลาเข้ามาสมาคมกับผู้อื่นและแสวงหาทางรอดอยู่ในสังคม และในทันทีทันใดที่มนุษย์เข้าสู่สังคมรัฐแล้วเขาก็สูญเสียซึ่งสำนึกแห่งความกลัว ความเท่าเทียมกันสิ้นสุดลง และเกิดการเริ่มต้นซึ่งรัฐแห่งสงคราม

มองเตสกิเออร์ไม่ได้อธิบายถึงสัญญาประชาคมเช่นเดียวกับฮ็อบส์และล็อค หากแต่เขากล่าวว่ารัฐแห่งสงครามความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกชนด้วยกันและรัฐนำมาซึ่งกฎหมายของมนุษย์และรัฐบาล มองเตสกิเออร์เขียนว่าจุดประสงค์หลักของรัฐบาลคือรักษาไว้ซึ่งกฎหมายและออกคำสั่งเพื่อสนับสนุนเสรีภาพทางการเมืองและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของปัจเจกชน มองเตสกิเออร์ต่อต้านระบบสมบูรณาญาสิทธิราชในบ้านเกิดของเขาและชื่นชมระบอบการปกครองของอังกฤษว่าเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามมองเตสกิเออร์สำคัญผิดไปในเรื่องการอำนาจรัฐของประเทศอังกฤษ เมื่อเขาเขียนหนังสือวิญญาณแห่งกฎหมาย อำนาจรัฐค่อนข้างหนักไปทางอยู่กับรัฐสภาซึ่งมีหน้าที่นิติบัญญัติ ซึ่งมองเตสกิเออร์คิดไปว่าเขาพบการแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจของรัฐบาลอังกฤษแล้ว

มองเตสกิเออร์มองกษัตริย์อังกฤษว่าเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารและถูกถ่วงดุลโดยรัฐสภาซึ่งทำหน้าที่นิติบัญญัติและอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีถูกแยกออกต่างหากเพื่อตรวจสอบและป้องกันแต่ละองค์กรไม่ให้มีอำนาจมากเกินไป เขาเชื่อว่าการรวมไว้ซึ่งอำนาจเหล่านี้ อย่างเช่น ระบอบการปกครองของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จะนำไปสู่ระบบเผด็จการในที่สุด แม้ว่าทฤษฎีการแบ่งแยกอำนาจของมองเตสกิเออร์จะไม่ได้ถูกต้องตรงกับการปกครองที่แท้จริงของประเทศอังกฤษตามที่เขาเข้าใจนัก ต่อมาในภายหลังประเทศอเมริกาก็ใช้ทฤษฎีดังกล่าวเป็นหลักในการสถาปนารัฐธรรมนูญของตน

รุสโซ ประชาธิปไตยแบบสุดโต่ง

จัง-จากส์ รุสโซ (1712-1778) เขาเกิดในเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ สถานที่ซึ่งพลเมืองชายที่เป็นผู้ใหญ่แล้วสามารถลงคะแนนเสียงเลือกผู้แทนมาบริหารบ้านเมืองได้ รุสโซออกเดินทางไปทั่วทั้งในฝรั่งเศสและอิตาลีเพื่อการศึกษาหาความรู้

ในปี 1751 เขาได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันประกวดเรียงความ มุมมองใหม่ของเขาที่ว่า มนุษย์นั้นเป็นคนดีโดยธรรมชาติแต่ถูกบิดเบือนโดยสังคมนั้นทำให้เขามีชื่อเสียงโด่งดังในแหล่งสมาคมของชาวฝรั่งเศส ที่ซึ่งศิลปิน นักวิทยาศาสตร์และนักเขียนต่างถกเถียงแนวความคิดอันแปลกใหม่นี้ ไม่กี่ปีต่อมาเขาได้ตีพิมพ์เรียงความอีกชิ้นหนึ่งที่ซึ่งเขาอธิบายถึงการดำรงชีวิตในสังคมรัฐธรรมชาติว่าเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์มีอิสระเท่าเทียม มีสันติและเปี่ยมสุข แต่เมื่อผู้คนเริ่มอ้างกรรมสิทธิ์ของตนเหนือทรัพย์สิน ก็บังเกิดความไม่เท่าเทียม การฆาตกรรมและสงครามขึ้น

ตามทฤษฎีของรุสโซ คนรวยต่างฉกฉวยเอาที่ดินซึ่งเป็นของส่วนรวมและฉ้อฉลชนชั้นสามัญให้ยอมรับพวกเขาในฐานะผู้ปกครอง รุสโซเชื่อว่าสัญญาประชาคมไม่ใช่ข้อตกลงซึ่งเกิดขึ้นจากวัตถุประสงค์เช่นที่ฮ็อบส์, ล็อค และมองเตสกิเออร์คิด หากแต่เกิดขึ้นโดยกลฉ้อฉลของคนรวยที่มีต่อประชาชนโดยส่วนรวม

ในปี 1762 รุสโซได้ตีพิมพ์ผลงานทฤษฎีการเมืองชิ้นสำคัญที่สุดของเขา “สัญญาประชาคม” ข้อความแรกของหนังสือยังคงดังกึกก้องอยู่จนทุกวันนี้ “มนุษย์นั้นเกิดมามีเสรีแต่เขาถูกพันธนาการอยุ่ทุกหนแห่ง” รุสโซเห็นด้วยกับล็อคในข้อที่ว่ามนุษย์ไม่สามารถมอบซึ่งสิทธิ์ตามธรรมชาติของเขาให้แก่กษัตริย์ได้

ในเรื่องปัญหาในสังคมรัฐธรรมชาตินั้น ได้แก่การค้นหาหนทางที่จะพิทักษ์รักษาซึ่งชีวิต เสรีภาพและทรัพย์สินของทุกคนไว้ในขณะที่ทุกคนยังคงมีเสรี วิธีแก้ปัญหาของรุสโซก็คือ ประชาชนเข้าร่วมเป็นสัญญาประชาคม พวกเขาจะสละซึ่งสิทธิแต่มิใช่เพื่อมอบให้แก่บุคคลใดคนหนึ่ง (เช่นกษัตริย์) แต่เป็นการสละให้แก่สังคมโดยส่วนรวม รุสโซจึงขนานนามประชาชนว่า “รัฏฐาธิปัตย์” (ซึ่งคำเดียวกันนี้ฮ็อบส์ใช้เรียกกษัตริย์) จากนั้นประชาชนก็บริหารเจตจำนงค์ร่วมของพวกเขาโดยการสถาปนากฎหมายขึ้นเพื่ออำนวยซึ่งสาธารณะประโยชน์ทั้งหลาย รุสโซยืนยันว่าเจตน์จำนงร่วมของประชาชนนั้นไม่สามารถกำหนดได้โดยตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง เขามีความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยโดยตรง ที่ซึ่งทุกคนลงคะแนนเสียงเพื่อแสดงออกซึ่งเจตน์จำนงร่วมและเพื่อการบัญญัติกฎหมาย รุสโซมีความคิดในระบอบประชาธิปไตยที่เหมาะสมสำหรับสังคมเล็กๆของนครรัฐ (city-stage) เช่น เมืองเจนีวา บ้านเกิดของเขา

ในระบอบประชาธิปไตยตามความคิดของรุสโซนั้น ใครก็ตามที่ฝ่าฝืนต่อเจตน์จำนงร่วมของประชาชนต้องถูกบังคับให้เป็นอิสระจากรัฐ เขาเชื่อว่าประชาชนจะต้องเชื่อฟังและถูกบังคับตามกฎหมายตราบเท่าที่เขายังเป็นประชากรของรัฐเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รุสโซเรียกว่า รัฐพลเรือน (civil-stage) ที่ซึ่งความปลอดภัย ความยุติธรรม เสรีภาพและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินถูกพิทักษ์ไว้สำหรับประชาชนทั้งมวล

นอกจากนี้อำนาจรัฐทั้งหลายนั้นจะต้องมีอยู่ในประชาชนและจะถูกใช้เพื่อขับเคลื่อนเจตน์จำนงร่วมของพวกเขา ตามทฤษฎีของรุสโซไม่สามารถมีการแบ่งแยกซึ่งอำนาจทั้งหลายเหล่านั้นได้ดังเช่นที่มองเตสกิเออร์กล่าว และเมื่อประชาชนทั้งหลายมาชุมนุมกันเจตน์จำนงของแต่ละคนเกี่ยวแก่กฎหมายนั้นจะได้รับการถกเถียงจนนำไปสู่การลงคะแนนเสียงข้างมากซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงเจตน์จำนงค์ร่วมในที่สุด ทฤษฎีเจตน์จำนงร่วมของรุสโซนี้เองต่อมาภายหลังถูกทำให้ปรากฏเป็นรูปธรรมในข้อความ “เรา ประชาชน …” ในตอนต้นของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา แต่กระนั้นความคิดของรุสโซก็ยังคงคลุมเครืออยู่ในประเด็นที่ว่า ระบอบประชาธิปไตยโดยตรงของเขาจะมีกลไกเช่นใดในการที่จะปฏิบัติได้จริง การมีรัฐบาลชนิดที่รับคำสั่งจากเจตน์จำนงค์ร่วมซึ่งก็จะต้องประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ที่ต้องรับคำสั่งจากประชาชนทั้งหมดโดยตรง

นอกจากนี้รุสโซยังเชื่อว่าศาสนานั้นเป็นตัวการแบ่งแยกและทำให้รัฐอ่อนแอลง เขากล่าวว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะอยู่อย่างสันติกับประชาชนที่คุณคิดว่าเขาเป็นคนเลว รุสโซชื่นชมใน “ศาสนาประชาชน” ซึ่งยอมรับการมีอยู่ของพระเจ้าแต่ให้ความสำคัญในการเคารพต่อสัญญาประชาคมเป็นหลัก

ตัวรุสโซเองก็ระลึกเสมอว่าระบอบประชาธิปไตยในทัศนะของเขานั้นยากที่จะคงอยู่ได้ เขากล่าวเตือนไว้ว่า “เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนพูดว่าสังคมรัฐไม่ได้มีความสำคัญต่อพวกเขาแต่อย่างใดอีกต่อไปการล่มสลายของรัฐก็มาถึงเมื่อนั้น”

เชิงอรรถ

[1] แปลจากบทความเรื่อง “Hobbes, Locke, Montesquieu, and Rousseau on Government” ที่มา http://www.crf-usa.org/bill-of-rights-in-action/bria-20-2-c-hobbes-locke-montesquieu-and-rousseau-on-government.html

 

 

11/10/12

รัฏฐาธิปัตย์คือใคร และคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์จะขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

คำถามแรกอันจะนำไปสู่คำถามอื่นๆในบทความนี้ รัฏฐาธิปัตย์คือใคร ?

คำว่ารัฏฐาธิปัตย์ (sovereign) ความหมายโดยตรงแปลว่า พระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดิน จากฐานะที่เป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน อำนาจของรัฏฐาธิปัตย์นั้นต้องมีลักษณะสัมบูรณ์ (absolute) มีอำนาจนั้นอยู่ในตนเอง รัฏฐาธิปัตย์จะทำการสิ่งใดไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมหรืออาศัยอ้างอิงว่าได้รับมอบอำนาจมาจากผู้ใดอีก ความสัมบูรณ์ของอำนาจนี้ส่งผลให้รัฏฐาธิปัตย์ออกคำสั่งใดๆเพื่อบังคับใช้แก่ไพร่ฟ้าในอาณาจักรของตนในโอกาสใดและเพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ย่อมได้เป็นธรรมดา และโดยการที่รัฏฐาธิปัตย์มีอำนาจสูงที่สุดและสัมบูรณ์นี้เองหากผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งเช่นว่าของรัฏฐาธิปัตย์แล้วต้องได้รับการลงโทษ เพราะอำนาจในการลงโทษก็เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอันสูงสุดและสัมบูรณ์ของรัฏฐาธิปัตย์เช่นเดียวกัน เหตุทั้งสองนี้ส่งผลให้คำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ไม่ว่าจะมีชื่อเรียงเสียงไรมีผลเป็น”กฎหมาย”

ในประเทศไทยใครบ้างที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นอยากจะเรียนให้ทราบก่อนเบื้องต้นถึงคำว่ารัฏฐาธิปัตย์ที่ในสังคมไทยในปัจจุบันถูกนำมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ โดยนำไปปะปนกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งความเป็นจริงแล้วก็เป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันแต่ในสิ่งที่คล้ายคลึงกันนั้นมีความแตกต่าง และความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือ “ความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย” รัฏฐาธิปัตย์ต่างจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ รัฐฏาธิปัตย์เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ผลของเหตุอันสำคัญนี้ทำให้รัฏฐาธิปัตย์ไม่ต้องตกอยู่ในบังคับของคำสั่งของตนเอง

ตัวอย่างของเรื่องความเป็นเจ้าของอำนาจอันมีลักษณะสูงสุดและสัมบูรณ์นี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ครั้งหนึ่งพระเจ้าอชาติศัตรูทรงทราบข่าวที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงปาฏิหารตามคำท้าของเหล่าเดียรถีย์  พระองค์จึงรีบเสด็จไปเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทุลทัดทานว่า “พระองค์ทรงเป็นบรมครูเคยมีสิกขาบทห้ามภิกษุสงฆ์มิให้กระทำหรือแสดงปาฏิหารย์แต่แล้วพระองค์กลับจะมากระทำเสียเองนั้นสมควรแล้วหรือ” ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถามพระเจ้าอชาติศัตรูกลับไปว่า “มหาบพิตรได้มีคำสั่งห้ามมิให้ผู้ใดมาเก็บผลไม้ในพระราชอุทยานของมหาบพิตรไปบริโภคมิใช่หรือ หากมีผู้ฝ่าฝืนจะเป็นเช่นใด” พระเจ้าอชาติศัตรูทูลตอบว่า “บุคคลใดฝ่าฝืนคำสั่งของโยมก็ต้องได้รับพระราชอาญา” สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงถามพระเจ้าอชาติศัตรูกลับไปอีกว่า “ถ้าเช่นนั้นเมื่อมหาบพิตรเสวยผลไม้เหล่านั้นก็สมควรต้องพระราชอาญาสิ” พระเจ้าอชาติศัตรูทูลตอบว่า “โยมเก็บมาบริโภคได้ไม่เป็นโทษเพราะเป็นเจ้าของ” สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสต่อไปว่า “มหาบพิตรอย่าว่าแต่ในพระราชอุทยานเลย ตลอดอาณาจักรขององค์มหาบพิตรนั้นจะทรงประสงค์ไม้ผลในป่าพนาใดก็ย่อมได้หามีราชทัณฑ์ใดๆไม่ ฉันใดก็เหมือนด้วยอาตมาอันมีพุทธอาณาเขตแผ่ไปทั่วแสนโกฏิจักรวาล อันว่าโทษที่ล่วงสิกขาบทอันตถาคตบัญญัติเองมิได้มี ย่อมมีโทษแต่บุคคลผู้อื่นก็อุปไมยดังนั้น”

แต่เนื่องจากผลของระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญของไทย แม้ว่าอำนาจอธิปไตยจะได้รับการรับรองว่าเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ความหมายของรัฏฐาธิปัตย์ก็ถูกใช้กันอย่างสับสนอลม่านเพราะประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยไม่ได้เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตย หากแต่เป็นองค์พระมหากษัตริย์และพระองค์ก็ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญอีกต่อหนึ่ง ทำให้เกิดความสับสนขึ้นได้ง่ายในเมื่อผู้ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ผู้ซึ่งทรงใช้อำนาจนั้น และองค์กรที่กระทำให้อำนาจอธิปไตยเห็นเป็นรูปธรรม เป็นคนละคนกัน

ปัญหาความสับสนนี้ อาจจะกล่าวได้ว่าถูกทำนายไว้โดยนักปรัชญาคนสำคัญของโลก จัง จ๊ากส์ รุซโซ เจ้าของงานเขียนสัญญาประชาคม รุซโซ่ กล่าวในงานเขียนชิ้นนี้ของเขาถึงความหมายของรัฏฐาธิปัตย์ว่า เมื่อใดที่คนเรามารวมเป็นสังคมประชาชนย่อมมีสองฐานะในตัวเอง ฐานะหนึ่งคือสมาชิกคนหนึ่งของรัฏฐาธิปัตย์ อีกฐานะหนึ่งคือสมาชิกคนหนึ่งของรัฐ  รัฐและรัฏฐาธิปัตย์คืออะไรและแตกต่างกันอย่างไร  รุซโซ กล่าวว่าทั้งสองคือสิ่งเดียวกันเพียงแต่ประชาชนทั้งมวลเมื่ออยู่ในฐานะถูกกระทำเรียกว่า “รัฐ” และเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” เมื่อเป็นฝ่ายกระทำ และเมื่อใดมีการกล่าวถึงรัฏฐาธิปัตย์นั่นย่อมหมายถึงประชาชนในสังคมโดยส่วนรวมไม่ใช่เพียงคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  โดยอำนาจในการออกกฎหมายนั้น รุซโซ มองว่าเป็นสิทธิโดยธรรมของรัฏฐาธิปัตย์ รัฐบาลหรือข้ารัฐการก็ดีย่อมเป็นได้เพียงผู้กระทำตามกฎหมายของรัฏฐาธิปัตย์เท่านั้น เพราะเมื่อใดที่ผู้กระทำตามกฎหมายมีอำนาจออกกฎหมายเสียเองแล้ว กฎหมายและการกระทำตามกฎหมายนั้นก็จะปะปนไปจนไม่มีใครบอกได้ว่าอะไรคือกฎหมายและอะไรไม่ใช่อันจะนำไปสู่ความรุนแรงที่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของการเข้ามารวมกันเป็นสังคมในที่สุด

ในประเทศไทยของเรานอกจากประชาชนตามทฤษฎีของ รุซโซ ดังกล่าวแล้วจะพอมีใครอีกบ้างที่เรียกได้ว่าเป็น”รัฏฐาธิปัตย์” ในข้อนี้หากได้พิจารณาจากคุณสมบัติของรัฏฐาธิปัตย์ที่ต้องเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยแล้ว รัฏฐาธิปัตย์ย่อมหมายถึง พระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชและคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารที่เรียกชื่ออื่นซึ่งยึดอำนาจปกครองบ้านเมืองได้เป็นผลสำเร็จ โดยลำดับแรกเป็นบุคคลพระองค์เดียวมีอำนาจสูงสุดในพระองค์เอง ลำดับถัดมาเป็นคณะบุคคลและเช่นเดียวกันคือมีอำนาจสูงสุดในตัวคณะบุคคลนั้น คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธพระราชอำนาจและอำนาจในการปกครองบ้านเมืองขององค์กรทั้งสองนี้ ถ้าเช่นนั้นคำสั่งของพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชและคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารที่เรียกชื่ออื่นนั้นมีผลเป็นกฎหมายหรือ คำตอบคือใช่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2372/2535

ที่ดินพิพาทมีพระบรมราชโองการแสดงถึงพระราชประสงค์ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชทานที่ดินแก่เจ้ามรดกเพื่อใช้เป็นที่ทำฮวงซุ้ยฝังศพบุคคลใน ตระกูล ตลอดไปไม่พึงประสงค์ให้บุคคลภายนอกละเมิดสิทธิ เมื่อเจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกที่พิพาทให้ผู้สืบตระกูล ต่างมีสิทธิร่วมกันในที่ดินมิให้โอนขายจำหน่ายสิทธิ ทั้งระบุให้ผู้สืบตระกูล มีหน้าที่ปฏิบัติตามพินัยกรรมนั้น หากทำตามความประสงค์ไม่ได้ ก็มีทางแก้ไขเฉพาะวิธีการทำฎีกาทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แม้ข้อความในพินัยกรรมดังกล่าวจะมีลักษณะคล้ายเป็นการก่อตั้งทรัสต์ แต่เมื่อได้กระทำก่อนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ใช้บังคับเมื่อ พ.ศ. 2468ก็นับว่าพินัยกรรมส่วนนี้สมบูรณ์ใช้ได้ไม่ขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1686 พระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย่อม มีผลเป็นกฎหมาย เมื่อมิได้มีพระบรมราชโองการของพระองค์ท่านเองหรืออำนาจเด็ดขาดอื่นใดยกเลิก เพิกถอนโดยเฉพาะแล้วพระบรมราชโองการนั้นย่อมมีผลอยู่ ฉะนั้น การที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชโองการรับรองความ ถูกต้องของพินัยกรรมให้ที่ดินพิพาทเป็นที่ฝังศพของบุคคลในตระกูลเจ้ามรดก เป็นการถาวรดังความในพินัยกรรม ทั้งทรงห้ามบุคคลใดฟ้องร้องเพื่อบังคับเอาที่ดินพิพาทไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หากมีการฟ้องร้องดังกล่าวก็ห้ามมิให้ผู้พิพากษารับฟ้องรับวินิจฉัยคดีให้ผิด ไปจากพินัยกรรมนั้น ย่อมมีผลรวมถึงการห้ามมิให้ฟ้องร้องเอาที่ดินพิพาทโดยอ้างการครอบครอง ปรปักษ์ด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วอาจเป็นช่องทางให้ทายาท หรือผู้จัดการมรดกหลีกเลี่ยงข้อความในพินัยกรรมและขัดต่อพระราชประสงค์ โดยวิธีปล่อยให้ผู้รับโอนที่ดินพิพาทครอบครองปรปักษ์ และใช้ที่ดินพิพาทไปแสวงประโยชน์อย่างอื่นนอกจากใช้เป็นที่ฝังศพของตระกูล เป็นการทำให้วัตถุประสงค์ในพินัยกรรมไร้ผลเมื่อเป็นเช่นนี้ จำเลยจึงไม่อาจยกเอาอายุความครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาทขึ้นต่อสู้โจทก์ซึ่ง เป็นผู้จัดการมรดกได้.

คำพิพากษาฎีกาที่ 2745/2554

การที่ ว. และ ป. จัดจำหน่ายที่ดินติดต่อกันเป็นแปลงย่อย มีจำนวนตั้งแต่ 10 แปลงขึ้นไปและมีการทำทางออกสู่ถนนสาธารณะคือทางพิพาท อันเป็นการจัดให้มีสาธารณูปโภค ซึ่งเข้าหลักเกณฑ์ของการจัดสรรที่ดินตามข้อ 1 แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น และโดยผลของประกาศของคณะปฏิวัติดัง กล่าวในข้อ 30 วรรคหนึ่ง ทำให้ทางพิพาทตกอยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรร ซึ่งรวมทั้งที่ดินของโจทก์ทั้งหก และเป็นหน้าที่ของผู้จัดสรรหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คนต่อไปที่จะบำรุงรักษา กิจการดังกล่าวให้คงสภาพดังเช่นที่ได้จัดทำขึ้นโดยตลอดไป และจะกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกมิได้ ดังนี้ ผู้จัดสรรคือ ว. และ ป. หรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์คือจำเลยทั้งสามย่อมอยู่ในบังคับของบทกฎหมายดังกล่าวทั้งนี้ไม่ว่าบุคคลดังกล่าวจะได้ขออนุญาตจัดสรรที่ดินหรือไม่ก็ตาม เมื่อทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมโดยผลแห่งกฎหมายเฉพาะแล้ว จึงไม่จำต้องคำนึงถึงว่าโจทก์ทั้งหกได้ใช้ทางพิพาทจนตกเป็นทางภาระจำยอมโดยอายุความหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอัน เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้โจทก์ทั้งหกจะมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)

คำถามต่อมา คำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์จะขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ?

รัฐธรรมนูญคืออะไร แน่นอนว่าต้องไม่ใช่เพียงกระดาษที่เลอะหมึก หากพิจารณาถึงที่มาตามประวัติศาสตร์แล้ว จะพบว่ารัฐธรรมนูญเกิดมีขึ้นมาในโลกโดยวัตถุประสงค์เดียวเท่านั้นคือเพื่อจำกัดอำนาจของผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองบ้านเมืองหรือรัฏฐาธิปัตย์ ไม่ให้ใช้อำนาจออกกฎหมายไปในทางที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเนื้อหาของรัฐธรรมนูญทำนองนี้สามารถพบในกฎหมายรัฐธรรมนูญและรัฐธรรมนูญฉบับแรกๆและฉบับสำคัญของโลกทุกฉบับ (แต่พบได้น้อยมากในรัฐธรรมนูญของไทย) อาทิ  Macna Cartar 1215, Bill of Right 1689, รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา (รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาในยุคเริ่มแรกนั้นได้รับการวิพากษ์วิจารจากนักวิชาการหลายท่านว่ายังไม่อาจถือได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่เนื่องจากไม่ได้รับรองสิทธิเสรีภาพของทาสผิวดำด้วย)

ผลจากการที่รัฐธรรมนูญมีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดอำนาจในการออกกฎหมายของรัฏฐาธิปัตย์นี่เอง ทำให้รัฐธรรมนูญมีสภาวะ”สูงสุด”ในตัวเองโดยไม่ต้องมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ และกล่าวได้ว่าสภาวะ”สูงสุด”ของรัฐธรรมนูญนั้นอยู่เหนือกฎหมายทั้งปวงที่มีผลบังคับใช้ ไม่ว่ากฎหมายนั้นจะมีที่มาเดียวกันกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ และไม่ว่ากฎหมายนั้นจะได้ออกใช้บังคับก่อนหรือหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญก็ตาม

คำสั่งศาลฎีกาที่ 1131/2536 (ประชุมใหญ่)

คดีตามประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ข้อ 6 ศาลแพ่งไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดด้วยตนเอง นอกจากทำความเห็นไปยัง ศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย และประกาศดังกล่าวได้บัญญัติให้นำ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อ กฎหมายและศาลฎีกาก็มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดเช่นนั้นได้ ปัญหาที่ว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 หรือไม่ซึ่งเกิดขึ้นในการพิจารณาคดีของศาล มิใช่ปัญหาเกิดขึ้นในวงงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือคณะรัฐมนตรีขอให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติวินิจฉัยตามมาตรา 30 วรรคสองและมิใช่เป็นการกระทำหรือปฏิบัติตามที่บัญญัติในมาตรา 31แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534ทั้งมิใช่ปัญหาว่าบทบัญญัติของกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ. 2534มาตรา 5 และมาตรา 206 วรรคแรกเช่นเดียวกันอำนาจในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจึงตกอยู่แก่ ศาลตามหลักกฎหมายทั่วไป แม้ขณะที่ออกประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญการปกครองใช้บังคับแต่ระหว่าง ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับอยู่ได้มีประกาศ ใช้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534ประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534เมื่อประกาศ รสช. ฉบับที่ 26 ข้อ 2 และข้อ 6 มีผลเป็นการตั้งคณะบุคคลที่มิใช่ศาลให้มีอำนาจทำการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี เช่นเดียวกับศาล ทั้งออกและใช้กฎหมายที่มีโทษทางอาญาย้อนหลังไปลงโทษบุคคล เป็นการขัดต่อประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยประกาศ รสช.ฉบับที่ 26 ข้อ 2 และข้อ 6 จึงขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534มาตรา 30 วรรคแรก ใช้บังคับมิได้ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534มาตรา 32 เป็นการรับรองโดยทั่วไปว่า ประกาศหรือคำสั่งของ รสช.มีผลให้ใช้บังคับได้เช่นกฎหมายเท่านั้นมิได้บัญญัติรับรองไปถึงว่าให้ ใช้บังคับได้แม้เนื้อหาตามประกาศหรือคำสั่งนั้นขัดหรือแย้งต่อธรรมนูญการ ปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 และเมื่อประกาศ รสช.ฉบับที่ 26ข้อ 2 ข้อ 6 ใช้บังคับไม่ได้ตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรมาตรา 30 แล้ว จึงมิใช่กฎหมายที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทยพ.ศ. 2534 จึงจะนำมาตรา 222 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2534 มาใช้ให้มีผลบังคับต่อไปมิได้

จะเห็นได้จากตัวอย่างคำสั่งศาลฎีกาข้างต้นว่า ประกาศ รสช. แม้ว่าจะมีผลเป็นกฎหมาย แต่ในระหว่างประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับอยู่นั้น คณะรสช.เองก็ได้ร่างธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 ขึ้นทูลเกล้าถวายให้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงประปรมาภิไธยและนำออกประกาศใช้ ดังนั้นประกาศของคณะรสช.เองจึงต้องตกอยู่ใต้หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญที่ตนเองแต่งขึ้นไปด้วยโดยปริยาย