04/17/14

หลักนิติธรรม(The Rule of Law): ปริศนาดำมืดในสังคมไทย

หลักนิติธรรม คำๆนี้หากหลายๆคนได้ยินแล้วอาจรู้สึกว่าเป็นถ้อยคำที่คุ้นหู แต่หากสอบถามถึงความหมายของหลักนิติธรรมแล้วบางคนอาจตอบได้ทันทีว่า ไม่รู้ถึงความหมาย หรือแม้จะรู้ถึงความหมายของหลักนิติธรรม คำตอบในความหมายของหลักนิติธรรมก็อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ซึ่งนั่นคือที่มาของคำถามแรกที่ต้องค้นหาในบทความนี้ว่าหลักนิติธรรมคืออะไร

มนุษย์คุ้นเคยกับหลักนิติธรรมมาเป็นเวลานาน แม้ว่าคำว่า “หลักนิติธรรม” จะเพิ่งได้รับการแปลจากคำว่า “The Rule of Law” ไม่นานมานี้ แต่หากพิจารณาจากความหมายและเป้าประสงค์ของหลักนิติธรรมแล้วจะพบว่าหลักนิติธรรมมีความเป็นมายาวนานและสามารถพบหลักนิติธรรมได้ในทุกสังคมของมนุษย์

ผลจากการที่หลักนิติธรรมมีความหลากหลายในตัวของมันเองเช่นนี้เอง หลักนิติธรรมจึงได้รับการให้คำนิยามจากนักนิติศาสตร์จำนวนมากมายว่าหลักนิติธรรมนั้นหมายถึงอะไรบ้าง แต่อย่างไรก็ตามหากประมวลรูปแบบแนวคิดของหลักนิติธรรมที่ปรากฏขึ้นบนโลกแล้วจะพบว่าหลักนิติธรรมแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบกล่าวคือ

1. การใช้อำนาจของผู้ปกครองต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

เป็นแนวคิดของการจำกัดการใช้อำนาจของผู้ปกครอง โดยที่ผู้ปกครองแม้จะมีอำนาจก็ไม่อาจใช้อำนาจนั้นๆได้ตามอำเภอใจ หากแต่ต้องใช้อำนาจภายใต้ขอบเขตของคุณธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่ง”คุณธรรม”ที่จะกำหนดกรอบการใช้อำนาจของผู้ปกครองนั้นมีความแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม เช่น ในสังคมเสรีนิยม คุณค่าดังกล่าวอาจหมายถึง รัฐธรรมนูญ หรือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน แต่ในสังคมที่ไม่ใช่สังคมเสรีนิยม คุณค่าดังกล่าวอาจหมายถึง หลักศาสนา หรือ หลักศีลธรรม เป็นต้น

2. กฎหมายต้องมีความแน่นอน

แนวคิดที่ว่ากฎหมายต้องมีความแน่นอนนั้นเป็นแนวคิดที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาจากรากฐานของความจำเป็นในการค้าขาย ที่ความแน่นอนของตัวบทกฎหมายมีความจำเป็นต่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า เช่น ความมั่นคงแน่นอนในกรรมสิทธิเหนือทรัพย์สินของบุคคล ซึ่งส่งผลให้บุคคลสามารถทำข้อตกลงซื้อขายสินค้าที่มีผลผูกพันระหว่างกัน นอกจากนี้ความแน่นอนของกฎหมายยังทำให้เกิดการเรียนรู้จากข้อบกพร่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วว่าการค้าขายต้องกระทำในลักษณะใดจึงจะได้รับการปฏิบัติต่ออย่างเป็นที่น่าพอใจจากรัฐ และการกระทำอย่างใดที่จะส่งผลเป็นโทษแก่ตน ความแน่นอนของกฎหมายและการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตนในอดีตเช่นนี้เอง  พ่อค้าวาณิชจึงสามารถคำนวนความคุ้มได้คุ้มเสียในทางการค้าของตนได้

3. การปกครองโดยกฎหมายไม่ใช่โดยบุคคล

แนวคิดของการปกครองโดยกฎหมายไม่ใช่โดยบุคคลนั้น เป็นแนวคิดซึ่งมีขึ้นเพื่อดำรงความบริสุทธิ์ของกฎหมายไม่ให้ถูกปนเปื้อนโดยเจตจำนงค์ส่วนบุคคลของผู้ซึ่งมีอำนาจใช้และตีความกฎหมาย ในอันที่จะบิดเบือนข้อกฎหมายไปในทิศทางที่บุคคลดังกล่าวต้องการไม่ว่าจะโดยมีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ แนวคิดดังกล่าวมีที่มาจากความเชื่อที่ว่าจิตใจของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยกิเลสตัณหา ในขณะเดียวกันแม้กฎหมายจะมีควาามบริสุทธิ์หากแต่กฎหมายก็ไม่มีปากที่จะแปลความหมายของตนเองให้เข้ากับสถานการณ์ในสังคมที่เกิดขึ้นได้  การที่มนุษย์เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหากบุคคลดังกล่าวสอดแทรกความคิดเห็นส่วนบุคคลลงในกฎหมายแล้วก็จะทำให้กฎหมายที่บังคับใช้นั้นมีลักษณะของความไม่แน่นอน การเลือกปฏิบัติ และเต็มไปด้วยความลำเอียงในที่สุด

อย่างไรก็ตามแม้จะมีนักวิชาการทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศจำนวนมากให้ความเห็นถึงความหมายของหลักนิติธรรมในแต่ละรูปแบบไว้อย่างหลากหลายและสวยหรู เมื่ออ่านความเห็นของนักวิชาการต่างๆที่ให้ความหมายของหลักนิติธรรมแล้วหลายๆคนอาจรู้สึกราวกับว่าตนเองนั้นล่องลอยอยู่ในสรวงสวรรค์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม การหยิบยื่นความเสมอภาคให้แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม  และความอับจนของรัฐหรือผู้ปกครองในการกดขี่ข่มเหงประชาชน แต่ในความเป็นจริงแล้วหลักนิติธรรมนั้น ผู้เขียนสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า “ไม่มีอยู่จริงและเป็นเพียงมายาคติทางการเมืองเท่านั้น

เมื่อกล่าวถึงภาพมายาคติของหลักนิติธรรม สามารถอธิบายโดยการย้อนกลับรูปแบบของหลักนิติธรรม 3 ประการดังกล่าวไปแล้วข้างต้น ได้แก่ การปกครองโดยกฎหมายไม่ใช่โดยบุคคล กฎหมายต้องมีความแน่นอน และการใช้อำนาจของผู้ปกครองต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เนื่องด้วยมูลเหตุทั้งหมดทั้งปวงที่ส่งผลให้ลักนิติธรรมไม่มีอยู่จริงและเป็นเพียงภาพมายาคติทางการเมือง ก็ด้วยข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กฎหมายนั้นไม่มีปากที่จะพูดได้การแสดงออกซึ่งกฎหมายนั้นต้องกระทำผ่านมนุษย์ เท่านั้น เมื่อประกอบกับสภาพของกฎหมายเองที่เป็นสิ่งซึ่งมนุษย์สร้างขึ้น กฎหมายจึงรับเอามรดกของความเป็นมนุษย์เข้าไว้ในตัว นั่นก็คือ “ความขัดแย้งในแนวคิด”  ซึ่งความบกพร่องเช่นว่านี้ เปิดโอกาสให้กฎหมายถูกมนุษย์ครอบงำอยู่ตลอดเวลาในรูปของการแปลกฎหมาย และเป็นเหตุให้ในที่สุดกฎหมายถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือของมนุษย์สำหรับอ้างความชอบธรรมในการถ่ายทอดความเชื่อส่วนบุคคลของตนให้ปรากฏออกมาเท่านั้นเอง

ก่อนที่จะไปถึงยังจุดที่มนุษย์สามารถถ่ายทอดความ เชื่อส่วนบุคคลของตนลงในกฎหมายได้อย่างไรนั้น ต้องขอเรียนให้ทราบในเบื้องต้นว่าเราไม่อาจปฏิเสธความเป็นจริงที่ว่ามนุษย์แต่ละคนล้วนมีที่มาที่ไปที่มีความแตกต่างกัน นับตั้งแต่สภาพครอบครัวที่ให้กำเนิด การได้รับการขัดเกลาตั้งแต่วัยเด็ก สถาบันการศึกษา สภาพแวดล้อมทางสังคมในวัยทำงาน ทั้งหมดที่กล่าวมานั้นล้วนส่งอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ทั้งสิ้น ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่า บุคคลที่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะยากจนและต้องดำรงชีวิตอย่างปากกัดตีนถีบมาโดยตลอดนั้นจะไม่มีแนวความคิดหรืออุดมคติที่แตกต่าง(แม้เพียงเล็กน้อย) กับบุคคลซึ่งถือกำเนิดมาในครอบครัวที่ร่ำรวย และตลอดชีวิตของเขานั้นไม่เคยดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งปัจจัยอันจำเป็นต่อการดำรงชีพเลย

เมื่อในเบื้องต้นเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้ว ว่ามนุษย์แต่ละคนต่างมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกนึกคิดของแต่ละบุคคล  ปัจจัยประการต่อมาที่ส่งผลต่อลักษณะอันเป็นมายาคติของหลักนิติธรรมก็คือ ความขัดแย้งกันเองของกฎหมาย ซึ่งสืบเนื่องจากการที่กฎหมายเป็นผลผลิตของมนุษย์ กฎหมายย่อมได้รับเอามรดกทางความขัดแย้งของมนุษย์มาด้วยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และยิ่งกฎหมายมีพัฒนาการที่ยาวนานผ่านห้วงเวลาและสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนของ สังคมมากเท่าใดความขัดแย้งกันในระบบกฎหมายก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งความขัดแย้งดังกล่าวนี้เป็นความขัดแย้งในตัวระบบกฎหมายเองที่ส่งผลให้กฎหมายมีความคลุมเครือสามารถแปลได้หลายทิศทาง ตัวอย่างเช่น

ในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 มีข้อความตอนหนึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดเอาทรัพย์….” ปัญหาที่เป็นที่ถกเถียงกันนับแต่ประมวลกฎหมายอาญาฉบับปัจจุบันถูกบังคับใช้ เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2500 เป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบันคือ ถ้อยคำว่า”ทรัพย์” ในมาตรา 334 ดังกล่าวกินความหมายกว้างขวางขนาดไหน และกินความไปถึง “กระแสไฟฟ้า” หรือไม่ และปรากฏข้อวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในทำนองที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยอยู่เสมอๆ

แนวความคิดที่เห็นด้วยกับการตีความคำว่า “ทรัพย์” ในมาตรา 334 ประมวลกฎหมายอาญาให้กินความหมายถึง “กระแสไฟฟ้า” นั้นเห็นว่า แม้กระแสไฟฟ้าจะไม่มีรูปร่างอันเป็นลักษณะประการหนึ่งของ “ทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่กระแสไฟฟ้าก็สามารถวัดปริมาณหรือควบคุมกระแสไฟฟ้าได้โดยใช้อุปกรณ์เพื่อการนั้น ทั้งกระแสไฟฟ้าก็ยังสามารถกักเก็บไว้ในแบตเตอรี่และนำพาไปกับเจ้าของเพื่อใช้สอยได้ไม่ต่างจากวัตถุมีรูปร่าง กระแสไฟฟ้าจึงเป็นทรัพย์ตามมาตรา 334 แล้ว

ในอีกแนวความคิดของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการตีความคำว่า “ทรัพย์” ในมาตรา 334 ประมวลกฎหมายอาญา ให้กินความหมายถึง “กระแสไฟฟ้า” ให้ความเห็นว่ากระแสไฟฟ้านั้น “ไม่มีรูปร่าง” จึงไม่ใช่ลักษณะของ “ทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับกฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัดตามตัวอักษรจึงไม่อาจขยายความหมายของคำว่า “ทรัพย์” ให้กินความถึง “กระแสไฟฟ้า” ที่เป็นวัตถุไม่มีรูปร่างได้

อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ปรากฏว่า ศาลฎีกาของไทยถือว่า “กระแสไฟฟ้า” เป็น “ทรัพย์” และปรับใช้กฎหมายลักทรัพย์กับคดีที่วัตถุแห่งการกระทำผิดเป็นกระแสไฟฟ้ามาโดยตลอด ซึ่งก็เป็นเป้าประสงค์สำคัญประการหนึ่งของหลักนิติธรรมที่ต้องการคงไว้ซึ่งความแน่นอนของกฎหมายในอันที่จะอำนวยความยุติธรรมแก่บุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคกัน จนอาจทำให้หลายคนอาจตัดสินในทันใดว่า คำพิพากษาดังกล่าวก็เป็นไปตามหลักนิติธรรมในแง่นี้แล้ว แต่นั่นอาจเป็นการตัดสินที่รวดเร็วจนเกินไปและขาดการคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า “คำพิพากษาศาลฎีกาอาจเปลี่ยนแปลงแนวทางในการวินิจฉัยได้ทุกเมื่อ” ด้วยไม่มีข้อกฎหมายใดที่บังคับให้ศาลฎีกาต้องถือตามแนวคำพิพากษาที่ตนเคยวินิจฉัยมาในครั้งก่อนๆ ประกอบกับแนวคิดที่ว่า “กระแสไฟฟ้า” ไม่ใช่ “ทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 ก็ไม่ใช่แนวคิดที่โพล่งขึ้นมาลอยๆหากแต่เป็นแนวคิดที่มีเหตุผลน่าเชื่อถือรองรับ เพียงแต่แนวคิดดังกล่าวเป็นแนวคิดของฝ่ายซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่ในการเขียนคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องเท่านั้น จึงไม่มีสิ่งใดรับประกันได้เลยว่าในอนาคตเมื่อมีคดีที่เกี่ยวข้องกับการลักกระแสไฟฟ้าขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ในที่สุดแล้วศาลจะยังคงถือว่ากระแสไฟฟ้าเป็นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 อยู่ต่อไป โดยเฉพาะหากในเวลานั้นผู้พิพากษาที่มีอำนาจชี้ขาดตัดสินคดีเป็นคนที่มีแนวคิดร่วมกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการตีความว่ากระแสไฟฟ้าเป็นทรัพย์

การยกตัวอย่างปัญหาเรื่องการลักกระแสไฟฟ้าและการทำคำพิพากษาของศาลฎีกาขึ้นมานี้ เป็นเพียงตัวอย่างของความขัดแย้งและไม่แน่นอนซึ่งเป็นธรรมชาติอันมีอยู่ในตัวของกฎหมายเอง เป็นเหตุให้กฎหมายจำเป็นต้องได้รับการตีความอยู่เสมอ และผู้ซึ่งมีอำนาจตีความกฎหมายนี้เอง (ไม่ว่าจะโดยมีมูลเหตุจูงใจหรือไม่ก็ตาม) สามารถสอดแทรกความเชื่อส่วนบุคคลลงในกระบวนการตีความกฎหมายผ่านการให้เหตุผลในคำพิพากษาได้เสมอ จึงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความคิดอ่านและความเชื่อส่วนบุคคลของผู้มีอำนาจในการตีความกฎหมายมีอิทธิพลอย่างมากต่อความแน่นอนของกฎหมาย

อนึ่งหากเราพิจารณาในมุมกลับ ว่าหากระบบกฎหมายและธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เราไม่สามารถแยกกฎหมายออกจากตัวบุคคลซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงแน่นอนของกฎหมายได้แล้ว หากเราจะแก้ไขระบบกฎหมายโดยการยกเครื่องระบบกฎหมายใหม่ทั้งหมดโดยไม่เปิดโอกาสให้บุคคลสามารถตีความกฎหมายได้ อันจะทำให้สามารถกีดกันความคิดเห็นส่วนบุคคลออกจากตัวบทกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์ และนำไปสู่ความชัดเจนแน่นอนของกฎหมายในที่สุดนั้นจะสามารถกระทำได้หรือไม่ คำตอบคือ “สามารถกระทำได้ แต่ไม่สมควรกระทำอย่างยิ่ง”ด้วยลักษณะที่แน่นอนตายตัวไม่สามารถตีความได้ของกฎหมายนั้น จะส่งผลให้กฎหมายแข็งกระด้างและขาดความยืดหยุ่นอันเป็นเครื่องมือสำคัญในการให้ความเป็นธรรมแก่สังคม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อระบบกฎหมายมากกว่าการปล่อยให้ผู้มีอำนาจชี้ขาดตัดสินคดีสอดแทรกความเชื่อส่วนบุคคลเข้าไปในกระบวนการตีความกฎหมายเสียอีก

เมื่อพิจารณามาถึงตอนนี้อาจเป็นที่สับสนว่า หลักนิติธรรมนั้นมีลักษณะที่ขัดแย้งกันในตัวเองหรือ ซึ่งคำตอบคือความจริงก็เป็นเช่นนั้น และหลักนิติธรรมควรจะตอบสนองสิ่งใดให้แก่สังคม ระหว่างความแน่นอนของกฎหมายหรือความเป็นธรรม คำตอบก็คือถูกต้องทั้งสองอย่าง ความขัดแย้งกันเองเช่นว่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ผู้มีอำนาจตีความและบังคับใช้กฎหมายใช้หลักนิติธรรมในการรับรองความชอบธรรมแก่การกระทำของตน(ไม่ว่าผลจะออกมาในแง่มุมใดก็ตาม)

ประเด็นที่จะต้องขบคิดประการต่อมาว่าหลักนิติธรรมเกี่ยวข้องกับการเมืองได้อย่างไร และการเมืองสามารถส่งผลต่อภาพมายาคติของหลักนิติธรรมได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสภาพของกฎหมายที่ออกโดยรัฏฐาธิปัตย์ ในกรณีของประเทศไทยคือรัฐสภาแล้ว ทัศนคติทางการเมืองจึงสามารถสืบทอดผ่านลงไปในกฎหมายได้ในระดับของกระบวนการนิติบัญญัติโดยตรงทีเดียว

ในระดับแรก แม้ว่าหลักนิติธรรมจะยืนยันการจำกัดอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครอง แต่หากพิจารณาจากสภาพแห่งความเป็นจริงที่ว่ากฎหมายส่วนใหญ่ในประเทศไทยล้วนมีที่มาจากรัฐบาลซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเองแล้ว เป็นที่คาดเดาได้อย่างง่ายดายถึงเป้าประสงค์ที่กฎหมายจะออกไปในลักษณะของการกรุยทางมากกว่าจะมีขึ้นเพื่อจำกัดอำนาจของรัฐบาลเอง และแม้ว่ารัฐบาลจะยืนยันถึงหลักนิติธรรมในแง่ของการจำกัดอำนาจรัฐอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าวาทะเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของตนเท่านั้น เนื่องจากกฎหมายต่างๆที่มีในความเป็นจริงแล้วไม่สามารถจำกัดอำนาจใดๆของรัฐได้ และแม้จะมีกฎหมายซึ่งมีลักษณะดังว่าอยู่จริง การแก้ไขกฎหมายให้หลีกพ้นไปจากเส้นทางในการใช้อำนาจของรัฐก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด

ในระดับต่อมา เมื่อกฎหมายไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้ใช้อำนาจปกครองแล้ว กฎหมายก็ไม่อาจยืนอยู่เคียงข้างประชาชนได้อีกต่อไป ในทางตรงข้ามกฎหมายกลับเป็นฉากหน้าของการกดขี่ข่มเหงโดยรัฐบาลซึ่งจะอ้างหลักนิติธรรมขึ้นบังหน้าอ้างความชอบธรรมให้กับตนเอง ทั้งในด้านทำให้ปฏิบัติการต่อประชาชนต่างๆเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิของกฎหมายตามหลักนิติธรรม ซึ่งนอกจากจะผลักภาพลักษณ์ความเป็นผู้ร้ายให้แก่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลแล้วยังสามารถโน้มน้าวประชาชนกลุ่มอื่นๆให้คล้อยตามการกระทำของรัฐบาลที่อยู่ภายใต้ฉากของหลักนิติธรรมด้วย

ข้อพิจารณาประการสุดท้าย และเป็นสิ่งที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นๆของบทความถึงบทบาทของผู้มีอำนาจตีความกฎหมายกับหลักนิติธรรม แม้ว่าองค์กรตุลาการจะได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายเมื่อกล่าวถึงหลักนิติธรรม ว่าเป็นกลไกหนึ่งในการจำกัดอำนาจของผู้ปกครอง แต่จากเหตุผลที่ได้เอ่ยไว้ตอนต้นบทความจะพบว่ากลไกการตีความกฎหมายที่เปิดช่องทางให้กับความเชื่อส่วนบุคคลของผู้มีอำนาจตีความกฎหมายนั้นไม่อาจขจัดให้หมดสิ้นไปได้โดยสภาพของระบบกฎหมายเอง โอกาสที่ทัศนคติทางการเมืองของตุลาการจะเข้ามามีอิทธิพลต่อการตีความกฎหมายนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เพ้อฝันเกินความเป็นจริงเท่าใดนัก

บทสรุป
หลักนิติธรรมแม้เป็นความหวังของสังคมไทย ในฐานะเครื่องมือที่จะผลักดันให้สังคมเข้าสู่สภาวะอุดมคติที่กฎหมายสามารถเติมเต็มความสงบสุขให้แก่สังคมได้อย่างเท่าเทียม และหลายคนคงมีความเชื่อมั่นเช่นว่านั้นเสมอมา หากแต่เมื่อได้พิจารณาจากข้อเท็จจริงต่างๆในสังคมแล้ว โจทก์ที่เหมือนจะมีคำตอบแต่กลับไม่ได้รับการเฉลยเสียที ว่าสาเหตุใดที่สังคมไทยจึงตกอยู่ในสภาวะเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันทั้งที่ชื่อเสียงของหลักนิติธรรมได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายทั้งจากรัฐและเอกชนคงจะได้รับความกระจ่างขึ้น ปัญหาประการสุดท้ายก็คือ สังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะยอมรับความจริงเกี่ยวกับหลักนิติธรรมนี้เสียที